จีนแบนส่งออก "แร่หายาก" ไปญี่ปุ่น ตอบโต้คำพูด "ทาคาอิชิ" เรื่องไต้หวัน

วันนี้ (7 ม.ค.2569) CNN รายงาน ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น 2 มหาอำนาจเอเชีย ตกต่ำลงสู่จุดวิกฤตใหม่ เมื่อกระทรวงพาณิชย์จีนประกาศห้ามส่งออกสินค้าคู่ขนานบางประเภทไปยังญี่ปุ่นทันที โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้คำพูดที่ "ผิดพลาด" ของ ซานาเอะ ทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เกี่ยวกับสถานการณ์ไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและละเมิดหลักการ "จีนเดียว" อย่างร้ายแรง มาตรการนี้ไม่เพียงแต่กระทบห่วงโซ่อุปทานสำคัญของญี่ปุ่น แต่ยังสะท้อนถึงกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของปักกิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือกดดันทางการเมือง โดยเฉพาะในบริบทของความตึงเครียดรอบไต้หวันที่กำลังลุกลาม การห้ามส่งออกดังกล่าวครอบคลุมสินค้าที่มีทั้งการใช้งานพลเรือนและทางทหาร หรือที่เรียกว่า "สินค้าที่ใช้ได้ 2 ทาง หรือ Dual-use items" ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันทีตามแถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์จีนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 ม.ค.2569) แม้จะไม่ได้ระบุรายการสินค้าที่ชัดเจน แต่จากแคตตาล็อกสินค้าที่ใช้ได้ 2 ทาง ที่กระทรวงเผยแพร่เมื่อปีก่อน รวมถึงธาตุหายาก อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ชิ้นส่วนอวกาศและการบิน โดรน และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมไฮเทคและกลาโหมของญี่ปุ่น โดยเฉพาะแร่หายาก ที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าประจำวันและยานพาหนะ ไปจนถึงระบบอาวุธขั้นสูงอย่างเครื่องบินรบ F-35 ตามการคำนวณจากสถิติการค้าของกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ญี่ปุ่นนำเข้าแร่หายากจากจีนถึงร้อยละ 63 ในปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงที่ญี่ปุ่นจะเผชิญหากมาตรการนี้ขยายวงกว้าง คำพูดของนางทาคาอิชิเมื่อเดือน พ.ย.2568 ในรัฐสภา ที่ระบุว่าการบุกยึดไต้หวันของจีนจะเป็น "สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น" และอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารจากโตเกียว ได้จุดชนวนความขัดแย้งนี้โดยตรง พรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งอ้างสิทธิ์เหนือไต้หวัน มองว่านี่เป็นการท้าทายหลักการจีนเดียวที่เป็นแกนกลางของนโยบายต่างประเทศปักกิ่ง ตั้งแต่นั้นมา จีนได้ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจแบบแข็งกร้าว เพื่อกดดันญี่ปุ่นให้ถอนคำพูด เช่น การลดเที่ยวบินระหว่าง 2 ประเทศ การเตือนพลเมืองจีนไม่ให้เดินทางท่องเที่ยวหรือศึกษาต่อในญี่ปุ่น และการระงับนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น ซึ่งล้วนเป็นจุดอ่อนทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่พึ่งพาการส่งออก โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนย้ำในแถลงการณ์ว่า มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ และคำพูดของนายกฯ ทาคาอิชิ ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างร้ายแรง และละเมิดหลักการจีนเดียว นอกจากนี้ จีนยังขู่ว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมายกับองค์กรหรือบุคคลใดจากทุกประเทศที่ละเมิดการห้ามนี้ ด้านญี่ปุ่น กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ประท้วงอย่างหนักในวันเดียวกัน โดยเรียกร้องให้จีนถอนมาตรการทันที ชี้ว่าเป็น การขัดแย้งกับแนวปฏิบัติระหว่างประเทศอย่างมาก และยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง เลขาฯ คณะรัฐมนตรี มิโนรุ คิฮาระ กล่าวว่าผลกระทบต่ออุตสาหกรรมญี่ปุ่นยังไม่ชัดเจน เนื่องจากรายละเอียดหลายประการ เช่น ขอบเขตสินค้าที่ครอบคลุม ยังคลุมเครือ แต่ทางญี่ปุ่นจะตรวจสอบและวิเคราะห์รายละเอียดอย่างละเอียด และพิจารณาการตอบสนองที่จำเป็น เขากล่าว นอกเหนือจากการควบคุมการส่งออก จีนยังประกาศเริ่มการสอบสวนการทุ่มตลาดสารเคมี "ไดคลอโรซิเลน" ที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสารสำคัญในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยจีนอ้างว่าการนำเข้าสารดังกล่าวในราคาต่ำได้สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของกลยุทธ์ "สงครามการค้า" ที่ปักกิ่งใช้กับคู่แข่ง จีนซึ่งครองอำนาจเหนือห่วงโซ่อุปทานแร่หายากระดับโลก ได้เคยใช้การควบคุมการส่งออกนี้เป็นอาวุธหลักในสงครามการค้าที่จุดชนวนโดย ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปีที่แล้ว ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมทั่วโลก รวมถึงภาคยานยนต์ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนใช้นโยบายนี้กับญี่ปุ่น ในปี 2553 จีนเคยจำกัดการส่งออกแร่หายากเช่นกัน หลังจากญี่ปุ่นจับกุมกัปตันเรือประมงจีนใกล้หมู่เกาะเซ็นกาคุ (ที่จีนเรียกว่าหมู่เกาะเตียวหยู) ซึ่งเป็นจุดพิพาทยาวนาน การเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสั่นคลอน "นาโตเอเชีย" หากญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ถูกบีบให้เลือกข้างชัดเจนยิ่งขึ้นในประเด็นไต้หวัน จีนกำลังทดสอบขีดจำกัดของโตเกียว โดยใช้จุดแข็งทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นถอยหลังจากท่าทีสนับสนุนไต้หวัน ซึ่งอาจนำไปสู่การรวมตัวของพันธมิตรอินโด-แปซิฟิกที่แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นซึ่งมีบทเรียนจากวิกฤตปี 2553 ได้เริ่มกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนในแหล่งแร่หายากในออสเตรเลียและเวียดนาม แต่การห้ามครั้งนี้หากยืดเยื้อ อาจทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงและกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปี 2569 สถานการณ์นี้ยังชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลกที่พึ่งพาจีนมากเกินไป และอาจกระตุ้นให้ชาติตะวันตกเร่งลดการพึ่งพาในอนาคต อ่านข่าวอื่น :