ท่ามกลางกระแสข่าวความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับยุโรปในช่วงที่ผ่านมา หนึ่งในประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากคือถ้อยคำและท่าทีของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ที่แสดงความต้องการ "ครอบครองกรีนแลนด์" อย่างเปิดเผย พร้อมไม่ปิดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหาร ความเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงจุดชนวนความวิตกกังวลในเดนมาร์กและสหภาพยุโรป แต่ยังทำให้หลายฝ่ายเริ่มย้อนกลับไปตั้งคำถามว่า เหตุใดดินแดนที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งส่วนใหญ่แห่งนี้ จึงมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ถึงขั้นยอมแลกด้วยความเสี่ยงทางการเมืองระดับโลก ? หากมองเพียงผิวเผิน ความคิดของทรัมป์อาจดูเป็นเพียงแนวคิดสุดโต่งหรือการยั่วยุทางการเมือง แต่เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์อย่างละเอียด จะพบว่าความต้องการของสหรัฐฯ ที่มีต่อกรีนแลนด์นั้น ไม่ได้เริ่มต้นในศตวรรษที่ 21 หากแต่ฝังรากลึกยาวนานมากกว่า 150 ปี และเคยถูกหยิบยกขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายยุคสมัยของการเมืองอเมริกัน ตามรายงานของ CNN "กรีนแลนด์" เกาะน้ำแข็งที่ไม่ธรรมดาในสายตามหาอำนาจ กรีนแลนด์เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ถึง 836,000 ตารางไมล์ ถือเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นอย่างยิ่ง ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรป และอยู่บนเส้นทางที่เรียกว่า GIUK Gap ซึ่งเป็นช่องทางเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักร เชื่อมต่อมหาสมุทรอาร์กติกกับมหาสมุทรแอตแลนติก เส้นทาง GIUK Gap ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางเดินเรือธรรมดา แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมการเคลื่อนกำลังทางทะเลและทางอากาศ โดยเฉพาะในบริบทของการป้องกันประเทศและการแข่งขันด้านอำนาจทางทหาร ในสายตาของสหรัฐฯ การควบคุมหรือมีอิทธิพลเหนือกรีนแลนด์ เท่ากับการมี "ประตูหน้า" สำหรับการป้องกันทวีปอเมริกาเหนือจากภัยคุกคามที่อาจมาจากยุโรปหรือภูมิภาคอาร์กติก นอกจากนี้ กรีนแลนด์ยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และแร่ธาตุหายาก ซึ่งยิ่งเพิ่มมูลค่าทางยุทธศาสตร์ให้กับดินแดนแห่งนี้ แม้สภาพภูมิประเทศจะโหดร้ายและการพัฒนาเป็นไปอย่างจำกัด แต่ในโลกที่ทรัพยากรเริ่มกลายเป็นอาวุธทางการเมือง ความมั่งคั่งใต้ผืนน้ำแข็งของกรีนแลนด์ย่อมดึงดูดสายตาของมหาอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สงครามกลางเมืองสหรัฐฯ จุดเริ่มต้นความฝันอาร์กติก ความสนใจของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์ สามารถย้อนไปได้ถึงปี 1867 หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองไม่นาน ในยุคที่รัฐบาลของ ปธน.แอนดรูว์ จอห์นสัน พยายามขยายอิทธิพลของประเทศออกไปนอกทวีปอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในมหาสมุทรแปซิฟิกและภูมิภาคอาร์กติก ในปีเดียวกันนั้น สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการซื้อ อลาสกา จากรัสเซียในราคาเพียง 7,200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้การผลักดันของรัฐมนตรีต่างประเทศ วิลเลียม เอช. ซูเอิร์ด ความสำเร็จของดีลอลาสกากลายเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้ซูเอิร์ดและคณะเริ่มมองหาโอกาสขยายอาณาเขตเพิ่มเติมในดินแดนทางตอนเหนือของโลก ซูเอิร์ดได้มอบหมายให้ โรเบิร์ต เจ. วอล์กเกอร์ อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และนักขยายอำนาจตัวยง ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการได้มาซึ่งกรีนแลนด์และไอซ์แลนด์ วอล์กเกอร์เสนอรายงานต่อกระทรวงการต่างประเทศ โดยระบุอย่างชัดเจนว่า เหตุผลในการครอบครองดินแดนเหล่านี้เป็นทั้งเรื่อง "การเมือง" และ "การค้า" โดยชี้ว่าชายฝั่งของเกาะแห่งนี้เต็มไปด้วยอ่าวลึก ปากน้ำ ฟยอร์ด และแนวชายฝั่งที่คดเคี้ยว ซึ่งให้พื้นที่ทำประมงที่กว้างขวางและได้รับการคุ้มครองตามธรรมชาติ เขายังระบุว่า โครงสร้างทางธรณีวิทยาของกรีนแลนด์ รวมถึงการค้นพบถ่านหินในบางพื้นที่ บ่งชี้ถึง "ความมั่งคั่งของแร่ธาตุอย่างมหาศาล" ในมุมมองของวอล์กเกอร์ การได้ครอบครองกรีนแลนด์จะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถ "ควบคุมการค้าของโลก" ได้ในระยะยาว แม้แนวคิดนี้จะไม่ถูกยกระดับเป็นข้อเสนออย่างเป็นทางการต่อเดนมาร์ก แต่ก็สะท้อนชัดเจนว่า สหรัฐฯ มองกรีนแลนด์เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ปี 1910 แนวคิดแลกดินแดนที่โลกแทบไม่รู้ ความพยายามครั้งต่อมาปรากฏขึ้นในปี 1910 เมื่อ มอริซ ฟรานซิส อีแกน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเดนมาร์ก เขียนจดหมายถึงผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ พร้อมข้อเสนอที่เขาเองเรียกว่า "ข้อเสนอที่อุกอาจอย่างยิ่ง" อีแกนเสนอให้สหรัฐฯ มอบเกาะ มินดาเนา ในฟิลิปปินส์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ให้แก่เดนมาร์ก เพื่อแลกกับกรีนแลนด์และหมู่เกาะเวสต์อินดีสของเดนมาร์ก ด้วยเหตุผลที่ว่า กรีนแลนด์เป็นดินแดนที่เดนมาร์กผูกขาดไว้ แต่ยังไม่เคยได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง แม้ประเทศอื่น โดยเฉพาะนอร์เวย์ จะเริ่มมองเห็นศักยภาพของภูมิภาคอาร์กติกแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ไม่เคยถูกผลักดันต่อในเชิงนโยบาย และไม่นานหลังจากนั้น ความตึงเครียดในยุโรปก็นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ความสนใจของสหรัฐฯ เบนไปสู่เวทีอื่น ถึงกระนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเดนมาร์กก็ยังดำเนินต่อไป และในเวลาต่อมา สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการซื้อหมู่เกาะเวสต์อินดีสจากเดนมาร์กในราคา 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบทองคำ เพื่อป้องกันไม่ให้ดินแดนดังกล่าวตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเยอรมนี หมู่เกาะเหล่านั้นกลายมาเป็น หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน แต่กรีนแลนด์ยังคงอยู่ในมือเดนมาร์กเช่นเดิม สงครามโลกครั้งที่ 2 สถานะ "กรีนแลนด์" เปลี่ยนในสายตาสหรัฐฯ สถานะของกรีนแลนด์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเยอรมนีรุกรานเดนมาร์ก สหรัฐฯ เข้ามารับหน้าที่ดูแลการป้องกันกรีนแลนด์ และเริ่มสร้างฐานทัพทหารบนเกาะแห่งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โลกก้าวเข้าสู่ยุคของสงครามเย็น และกรีนแลนด์ถูกมองว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการรับมือกับภัยคุกคามที่อาจมาจากขั้วอำนาจตรงข้าม ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ ปธน.แฮร์รี เอส. ทรูแมน ตัดสินใจยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการเพื่อซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กในปี 1946 เอกสารที่ถูกเปิดเผยในเวลาต่อมา ระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เห็นพ้องต้องกันว่า "การควบคุมกรีนแลนด์เป็นสิ่งจำเป็นต่อความปลอดภัยของสหรัฐฯ" มีการประเมินว่ากรีนแลนด์แทบไม่มีมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจต่อเดนมาร์ก แต่กลับมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งต่อสหรัฐฯ ข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การจ่ายเงินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบทองคำ เพื่อแลกกับกรีนแลนด์ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานปฏิบัติการทางอากาศในภูมิภาคอาร์กติก หากเกิดการโจมตีในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงความเป็นไปได้ในการแลกดินแดนที่อุดมด้วยน้ำมันในอลาสกากับพื้นที่บางส่วนของกรีนแลนด์ แต่แนวคิดนี้ถูกมองว่าเดนมาร์กน่าจะไม่ยอมรับ ในที่สุด เดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอขายกรีนแลนด์อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงได้รับอนุญาตให้สร้างและดำเนินการฐานทัพทหารบนเกาะ โดยปัจจุบันเหลือเพียงฐานเดียวคือ ฐานอวกาศพิทุฟฟิก หรือชื่อเดิม ฐานทัพอากาศทูเล "ประชามติ" ปลดปล่อยกรีนแลนด์ ในปี 1979 กรีนแลนด์จัดการลงประชามติและได้รับสิทธิการปกครองตนเอง เพิ่มอำนาจการตัดสินใจของประชาชนในท้องถิ่น แม้จะยังคงอยู่ภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก แต่สถานะใหม่นี้ทำให้เสียงของชาวกรีนแลนด์มีความสำคัญมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในไม่ได้ทำให้ความสนใจของสหรัฐฯ ลดลง ตรงกันข้าม เมื่อโลกเข้าสู่ยุคที่ภูมิภาคอาร์กติกมีบทบาทสำคัญมากขึ้น กรีนแลนด์ก็ยิ่งกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกจับตามอง ในยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์ ความคิดเรื่องการซื้อกรีนแลนด์ถูกนำกลับมาพูดถึงอย่างเปิดเผยอีกครั้ง ตั้งแต่ปี 2019 และถูกย้ำซ้ำหลังการเลือกตั้งปี 2024 แม้รัฐบาลเดนมาร์กและผู้นำกรีนแลนด์จะยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "กรีนแลนด์ไม่ใช่สินค้าที่ขายได้" แต่ทรัมป์กลับใช้ถ้อยคำที่แข็งกร้าวมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการปราศรัยต่อสภาคองเกรส เดือน มี.ค.2025 และการแถลงข่าวหลายครั้ง ทรัมป์ถึงขั้นกล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องได้กรีนแลนด์มา "ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง" ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า การได้มาซึ่งกรีนแลนด์เป็น "ความสำคัญด้านความมั่นคงของชาติ" และเป็นสิ่งจำเป็นในการยับยั้งฝ่ายตรงข้ามในภูมิภาคอาร์กติก ประวัติศาสตร์ที่วนกลับมา กับความเสี่ยงที่สูงกว่าเดิม เมื่อพิจารณาจากอดีตถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ความสนใจของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นแนวคิดที่ถูกเก็บไว้และนำกลับมาใช้ใหม่ตามบริบทของโลกในแต่ละยุค จากการขยายอาณาเขตหลังสงครามกลางเมือง สู่การแข่งขันในสงครามเย็น และมาถึงยุคของการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 สิ่งที่แตกต่างในยุคปัจจุบันคือ น้ำเสียงและวิธีการที่แข็งกร้าวมากขึ้น ความเป็นไปได้ของการใช้กำลังทหาร ซึ่งในอดีตแทบไม่ถูกพูดถึงอย่างเปิดเผย ทำให้ประเด็นกรีนแลนด์ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเจรจาทางการทูต แต่กลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของยุโรปและระเบียบโลกโดยรวม กรีนแลนด์จึงไม่ใช่เพียงเกาะน้ำแข็งอันห่างไกล แต่เป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันอำนาจในโลกยุคใหม่ และเป็นบทพิสูจน์ว่า ประวัติศาสตร์ที่เคยถูกปฏิเสธ อาจกลับมาหลอกหลอนโลกได้อีกครั้ง หากมหาอำนาจเลือกเดินบนเส้นทางเดิม อ่านข่าวอื่น : ประเมินทางเลือกสหรัฐฯ ยึด "กรีนแลนด์" ได้ด้วยวิธีไหน ? เปิดการ์ดวันเด็กอวยพร "อนุทิน" นั่งนายกฯ อีกสมัย ชื่นชมการทำงาน ยกมีความยุติธรรม ภาคประชาสังคมรณรงค์เลือกตั้งโปร่งใส พร้อมเฝ้าระวัง ป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง