เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2569 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติเสียงข้างมากตัดสิน ยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากร ที่ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้ โดยอาศัย พ.ร.บ.อำนาจทางเศรษฐกิจภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act หรือ IEEPA ) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในนโยบายการค้าของสหรัฐฯ คำตัดสินดังกล่าวระบุชัดเจนว่าการใช้อำนาจดังกล่าวของทรัมป์นั้น เกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญ กำหนด เนื่องจากอำนาจในการกำหนดและจัดเก็บภาษีศุลกากรเป็นหน้าที่เฉพาะของสภาคองเกรสตาม ม.1 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ไม่ใช่ประธานาธิบดีที่จะอ้างภาวะฉุกเฉินเพื่อบังคับใช้ภาษีในวงกว้างและไม่มีกำหนดระยะเวลาได้ ประเด็นสำคัญของคำตัดสินนี้มาจากการพิจารณาคดีที่ศาลชั้นล่าง โดยเฉพาะศาลการค้าระหว่างประเทศแห่งสหรัฐฯ (U.S. Court of International Trade) และศาลอุทธรณ์เขตเฟเดอรัล (U.S. Court of Appeals for the Federal Circuit) ซึ่งเคยตัดสินในปี 2568 ว่าภาษีเหล่านี้ผิดกฎหมาย เนื่องจาก IEEPA อนุญาตให้ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น แต่ไม่ได้ครอบคลุมถึงการเก็บภาษีนำเข้าโดยตรง โดยศาลสูงสุดยืนยันว่าภาษี "Liberation Day" ที่ทรัมป์ประกาศเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2568 ซึ่งรวมถึงภาษีพื้นฐานร้อยละ 10 สำหรับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ ภาษีตอบโต้ร้อยละ 10-41 สำหรับประเทศที่ไม่มีข้อตกลงการค้า และภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้าจากเม็กซิโก จีน และแคนาดาที่เชื่อมโยงกับวิกฤตยาเสพติด ไม่ได้แก้ไขปัญหาภาวะฉุกเฉินที่ประกาศไว้จริง ผลจากคำตัดสินนี้ มาตรการภาษีส่วนใหญ่จะถูกระงับทันที สร้างความชัดเจนให้กับภาคธุรกิจที่รอคอยมานาน ด้านการคืนเงินภาษี ศาลสั่งให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องชดเชยเงินที่เก็บไปแล้วให้แก่บริษัทผู้นำเข้า โดยคาดว่ามูลค่ารวมจะสูงถึง 133,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นยอดสะสมจนถึงกลางเดือน ธ.ค.2568 และอาจเพิ่มเป็น 15,000 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน บริษัทขนาดใหญ่กว่า 1,000 แห่งที่ยื่นฟ้องกว่า 900 คดี ต่างเตรียมรับเงินคืนผ่านกระบวนการ Reliquidation โดยสำนักศุลกากรสหรัฐฯ (CBP) ซึ่งกำหนดเส้นตายลงทะเบียนขอคืนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ภายใน 6 ก.พ.2569 เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบที่ยุ่งยาก ผลกระทบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทันที เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากนักลงทุนมองว่าคำตัดสินนี้ลดความไม่แน่นอนในนโยบายการค้า ขณะที่ตลาดหุ้นกลุ่มผู้นำเข้าและบริษัทข้ามชาติดีดตัวขึ้น เนื่องจากต้นทุนที่เคยแบกรับจะลดลงและมีโอกาสรับเงินคืนมหาศาล นอกจากนี้ การตัดสินนี้ยังอาจรบกวนดุลการค้าที่เคยหดตัวลงเหลือระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2552 จากการลดนำเข้า แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะช่วยลดราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคและกระตุ้นการนำเข้าอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม รายได้จากภาษีที่เคยนำมาใช้ชดเชยการลดภาษีและเพิ่มงบประมาณกลางอาจสร้างแรงกดดันต่อหนี้สาธารณะ ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนตราสารหนี้ ในมิติการเมือง คำตัดสินนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดของทรัมป์นับตั้งแต่กลับสู่อำนาจ โดยทรัมป์เคยอ้างว่าคดีนี้เป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รมว.คลัง สกอตต์ เบสเซนต์ ระบุว่านี่อาจเป็น "มติผสม" แต่ฝ่ายบริหารยืนยันว่าจะใช้เครื่องมือทางเลือกอื่น เช่น ม.232 ของ พ.ร.บ.ขยายการค้า (Trade Expansion Act) สำหรับสินค้าความมั่นคงแห่งชาติอย่างเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ ทองแดง และไม้ หรือ ม.301 สำหรับการสอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรม เพื่อรักษานโยบายภาษีในระดับใกล้เคียงกัน โดยทรัมป์คาดว่าจะกดดันสภาคองเกรสให้ผ่านกฎหมายภาษีใหม่โดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงช่องโหว่ทางกฎหมายในอนาคต คำตัดสินนี้ไม่เพียงย้ำถึงการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ แต่ยังส่งสัญญาณถึงการตรวจสอบนโยบายการค้าที่รุนแรงของสหรัฐฯ ในเวทีโลก ซึ่งอาจช่วยคลายความตึงเครียดทางการค้ากับพันธมิตร อ่านข่าวอื่น : “ขอนแก่น” รับหีบบัตร-อุปกรณ์เลือกตั้ง อบต.-กาบัตรทั่วประเทศพรุ่งนี้ “น้องชมพู่” วัยขวบเศษ นั่งเก้าอี้นายกฯ คนแรก ในวันเด็ก จับตาศาลสหรัฐฯ ชี้ชะตา "ภาษีทรัมป์" TDRI ประเมินไทยมีทางเลือกใหม่หากผลเป็นโมฆะ