ความพ่ายแพ้ของ อ.ส.ค.และสหกรณ์ฯ ในสนามแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทย

ท่ามกลางกระแสข่าวปัญหาที่รุมเร้า องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. รัฐวิสาหกิจที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของเกษตรกรโคนม ที่หวังว่า อ.ส.ค. จะรับซื้อน้ำนมดิบที่ล้นตลาดช่วยเหลือเกษตรกร ในขณะที่เอกชนเลือกใช้นมผงมาแปรรูป ข้อความที่คอมเมนต์ในเพจเฟซบุ๊กข่าวเกษตร อย่าง “อีเสี้ยม ขยี้เกษตร” โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก Watcharee Wannasri  ที่ระบุว่า  “ในฐานะ ผอ. อ.ส.ค เห็นด้วยแต่เห็นมากกว่าที่ท่านเห็น น่าจะยุบองค์กร อ.ส.ค. เพราะการบริหารผิดพลาดมาเป็นระยะเวลานานและรวมถึงระบบที่นัยสำคัญที่อาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะสั้น” ก่อนที่จะคอมเมนต์ข้อความที่สะท้อนความน้อยใจ เพราะตั้งใจทำงานใน ตำแหน่ง ผอ.อ.ส.ค. เพื่อแก้ปัญหา และเร่งหาเงินจ่ายค่าน้ำนมดิบที่ค่างจ่ายเกษตรกร และหนี้สินของ อ.ส.ค. ข้อความส่วนหนึ่งยังระบุว่า ควรตรวจสอบใครกันแน่ ผู้บริหารที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่เกิน 2 เดือน และกำลังเร่งจ่ายเงินให้เกษตรกรกรทั้งประเทศ หรือควรตรวจสอบสหกรณ์ และกลไกเดิมที่อ้างเกษตรกร เป็นตัวตั้งมานาน แต่ไม่เคยทำให้เกษตรกรหลุดพ้นจากปัญหาอย่างแท้จริง และยังระบุว่า ขอให้หน่วยงานราชการที่มีอำนาจกำกับและควบคุม อ.ส.ค. โปรดเข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานของ อ.ส.ค.อย่างเร่งด่วน นี่อาจเป็นครั้งแรก ที่ผู้บริหาร อ.ส.ค. กล้าออกมายอมรับว่า มีปัญหาภายในจริง และอาจกำลังบอกว่าปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากระบบสหกรณ์โคนม นี่อาจเป็นการ “สาวไส้ให้กากิน” หรือไม่ ยังเป็นคำถามที่หลายฝ่ายสงสัย ขณะที่ไทยพีบีเอสดั้บข้อมูลจากภาคประชาชนเครือข่ายต้านทุจริตของ ป.ป.ช. ที่ชี้ให้เห็นว่า ข้อความที่ฐานะ ผอ. อ.ส.ค พิมพ์ มีค่าดั่งเพชรพลอย สำหรับการตรวจสอบปัญหาทุจริตในรัฐวิสาหกิจ ที่ทุกฝ่ายไม่ควรเพิกเฉย  เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เพราะสุดท้ายแล้วหากไม่ชำแหละปัญหา และแก้ไขแบบปฏิรูปองค์กร ปัญหาก็จะวนลูปแค่ ภาพของการ “เทนมทิ้ง ถึงจะช่วยซื้อนม” พอซื้อนมก็จบ ไม่ชุมนุมประท้วง นี่คือความพ่ายแพ้ของ อ.ส.ค.และสหกรณ์โคนม อย่างแท้จริง เพจเฟซบุ๊ก เรื่องเล่า ข่าวเกษตร ยังลงบทสัมภาษณ์ น.ส.วัชรี วรรณศรี ผอ.อ.ส.ค. ซึ่งส่วนหนึ่งระบุว่า คำถาม : มีการกล่าวหาว่าคุณขัดผลประโยชน์บางกลุ่ม เลยโดนต่อต้าน ? คำตอบ : ดิฉันไม่ขอพูดถึงใครเป็นรายบุคคล แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจทุกเรื่องตั้งอยู่บนกฎหมาย สัญญา และผลประโยชน์ของรัฐ หากการทำงานตามหน้าที่ทำให้ใครไม่สบายใจ นั่นไม่ใช่เหตุผลให้ดิฉันละเลยความถูกต้อง ย้อนไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง น.ส.วัชรี วรรณศรี เป็นผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) การเข้าดำรงตำแหน่งของ ผอ. คนใหม่ เกิดขึ้นในขณะที่ อ.ส.ค. (แบรนด์ นมวัวแดง) กำลังเผชิญกับวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก - สถานะทางการเงิน : อ.ส.ค. ขาดทุนกว่า 400 ล้านบาท ในปี 2567 (ขาดทุนเพิ่มจากปี 2566 กว่า 140 ล้านบาท) และมีหนี้สินรวมสูงถึง 2,000 ล้านบาท - ค้างจ่ายเงินเกษตรกร : ต้องเร่งหาเงิน 1,000 ล้านบาท มาใช้หนี้ค่าน้ำนมดิบที่ค้างสหกรณ์และเกษตรกร -ปัญหานมล้น : เกษตรกรชี้ว่า อ.ส.ค. แก้ปัญหาล่าช้า และรับซื้อน้ำนมดิบน้อยลง ทำให้สหกรณ์ต้องเผชิญปัญหานมล้นตลาด ต้อง เททิ้ง หรือยอมขายในราคาถูกเพียง 13-18 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้หลายฟาร์มทยอยปิดกิจการ เมื่อ ผอ.คนใหม่ถูกกำหนดคุณสมบัติให้ต้องสร้างรายได้ให้องค์กรปีละไม่ต่ำกว่า 8,300 ล้านบาท ขณะที่องค์กรกำลังขาดทุน เกษตรกรจึงคาดหวังว่าการสรรหาต้องโปร่งใส และได้ผู้มีความสามารถจริง เพราะองค์กรยังมีข้อร้องเรียนด้านความโปร่งใสหลายคดี รวมถึงคดีฮั้วประมูลเช่าเครื่องจักร 900 ล้านบาท ที่ DSI อยู่ระหว่างสอบสวน มีการร้องเรียนเรื่องการสร้างอาคารสำนักงานที่ใหญ่โต แต่ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า และข้อร้องเรียนให้ตรวจสอบการทุจริตสโมสรผู้ปฏิบัติงาน อ.ส.ค. หลังติดหนี้ค่าผลิตภัณฑ์นม อ.ส.ค. กว่า 28 ล้านบาท รวมทั้งการบริหารงานภายใน เอื้อพวกพ้อง และเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์ของคนบางกลุ่ม และปัญหาการที่ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง เดือนตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลับมาคุมกระทรวงเกษตรฯ เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปี พร้อมประกาศว่า จะแก้ปัญหาของ อ.ส.ค. รัฐวิสาหกิจที่รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรมาแปรรูปจำหน่ายในแบรนด์นมวัวแดง แต่กลับเป็นหนี้กว่า 2 พันล้านบาท ขาดทุนต่อเนื่องหลายปี และถูกร้องเรียนปัญหาทุจริต ก่อนที่ข่าวคราวการแก้ปัญหาจะเงียบหายไป แต่หลังกระแสเทนมทิ้งของเกษตรกร เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2569 ร.อ.ธรรมนัสก็ประกาศว่า ได้สั่งการให้แก้ปัญหาน้ำนมล้นตลาด คาดว่าจะได้ข้อยุติที่ชัดเจน และสามารถดำเนินการได้จริงภายใน 1-2 วันนี้ ก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส เคยประกาศว่า “จะลงมาเล่นเอง” และปรับผู้บริหาร อ.ส.ค. ใหม่หมด ทำให้ ผอ.คนใหม่ ถูกจับตามองว่า เป็นคนของใครหรือไม่ หรืออาจเป็นผู้ที่ ร.อ.ธรรมนัส เชื่อว่าจะเข้ามาสานงานและแก้ไขปัญหาวิกฤตขององค์กรได้ แต่ความเชื่อนี้อาจสวนทางกับความเชื่อของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (สร.อ.ส.ค.) ดังที่ปรากฏข้อความบางส่วน ในแถลงการณ์ด่วน ระบุว่า ตามที่ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ได้ตอบความคิดเห็นใน เฟซบุ๊ก ว่า “ในฐานะ ผ.อ. อ.ส.ค เห็นด้วยเป็นอย่างมากที่ท่านเห็นว่า น่าจะยุบองค์กร อ.ส.ค.” จนสร้างความตื่นตระหนกให้แก่เกษตรผู้เลี้ยงโคนม และพนักงาน อ.ส.ค. ทางสหภาพแรงงานฯ อ.ส.ค. ขอแสดงจุดยืนว่า ไม่เห็นด้วยกับการแสดงความเห็นดังกล่าว บางส่วนในแถลงการณ์ ยังระบุว่า เป็นการด้อยค่าองค์กร ทำลายขวัญกำลังใจพนักงานและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม การแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ขาดภาวะผู้นำ อ.ส.ค.จ้างท่านมาบริหารงานให้ดีขึ้น แต่กลับบอกว่า “น่าจะยุบองค์กร อ.ส.ค.” หากทำไม่ได้ควรพิจารณาตนเองลาออก เพราะปัญหาเกิดจากบุคคลมิใช่เกิดจาก อ.ส.ค. ขณะที่ อ.ส.ค. ต้องเจอทั้งศึกภายในและภายนอก การกล่าวคำว่า ยุบ อ.ส.ค. จึงไม่ใช่คำที่พูดธรรมดาทั่วไป แต่สะท้อนปัญหาที่ฝังรากลึก และคำถามที่ว่า หากประเทศไทย ไม่มี อ.ส.ค.  หรือหาก อ.ส.ค. เจ๊ง ขายนมไม่ได้ เสียตลาดให้คู่แข่ง ใครหรือกลุ่มใดจะได้ประโยชน์ ด้านนายอาทิตย์ เพ็ชรรัตน์ อดีตกรรมการบอร์ด อ.ส.ค. และเคยสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็น ผอ.อสค. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ส่วนหนึ่ง ระบุว่า ปี 2564 อ.ส.ค. เคยทำ ยอดขายทะลุ 10,000 ล้านบาท แบรนด์ไทย–เดนมาร์กยืนอยู่แถวหน้า โรงงานเดิน เกษตรกรมีเงิน พนักงานมีความหวัง แต่วันนี้… ยอดขายเหลือเพียง 4,000 กว่าล้านบาท ในขณะที่เกษตรกรต้องออกมา “เทนมทิ้ง” เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำนม และยังระบุอีกว่า ... องค์กรที่เคยขายได้หลักหมื่นล้าน ไม่ควรปล่อยให้ยอดขายหายไปกว่าครึ่ง โดยไม่มีคำอธิบาย ไม่มีแผนฟื้นฟู และไม่มีไทม์ไลน์ชัดเจน ภาพนี้กับภาพเกษตรกรเทนมทิ้งในวันนี้ สะท้อนชัดว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากนมล้นอย่างเดียว แต่เกิดจากการบริหารที่ทำให้ ‘นมขายไม่ได้’ “ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ” ยืนยันไม่โทษ อ.ส.ค. บริหารงานผิดพลาด วันที่ 9 ม.ค.2569 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) เปิดเผยความคืบหน้าการแก้ปัญหานมล้นตลาด โดยระบุว่า กรณีที่ มีรายงานข่าวว่า อ.ส.ค. ขาดสภาพคล่องทางการเงินหลักพันล้าน จะเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ โดยวิเคราะห์ข้อเท็จจริงว่าขาดสภาพคล่องจริงหรือไม่  ยืนยันไม่ได้โทษว่า อ.ส.ค. บริหารงานผิดพลาด แต่ปัจจุบันยอมรับในการที่จะปรับปรุงแก้ไข โดยหลังจากนี้จะต้องเร่งตรวจสอบและ เชื่อมโยงเพื่อเดินหน้าทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ไม่ได้รับผลกระทบและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ จำเป็นที่จะต้องเดินหน้าเจรจาในการจัดสรรโควตานำเข้านมผงจากต่างประเทศตามข้อตกลง FTA ซึ่งไม่สามารถระงับไม่ให้มีการจัดสรรโควตาได้ เนื่องจากการค้าสากล แต่กระทรวงเกษตรฯจะรักษาสมดุล ซึ่งจะต้องเร่งพัฒนาการผลิตของเกษตรกรให้ได้มาตรฐานเพื่อให้เอกชนรับซื้อน้ำนมในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับการเดินหน้าปรับโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำนมดิบภายในประเทศ ปัจจุบันได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาใหม่ โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ทำงานควบคู่กับภาคเอกชน สนับสนุนและส่งเสริมทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และรายย่อย ยกระดับพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป พัฒนาคุณภาพฟาร์มรายย่อย ให้เป็นเกษตรกรแปลงใหญ่ ผ่านการอำนวยความสะดวกจากกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมปศุสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากดำเนินการในส่วนนี้ได้ก็จะทำให้เกษตรกรรายย่อยสามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้แข็งแรงมากขึ้น จากอาชีพพระราชทาน สู่การจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อดูแลอาชีพเลี้ยงโคนม ในการเสด็จประพาสยุโรปโดยเฉพาะการเสด็จประพาสประเทศเดนมาร์กเมื่อ พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงสนพระทัยในการเลี้ยงโคนมแบบเดนมาร์ก และทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง จึงได้ขอความช่วยเหลือจาก Danish Agricultural Organization จากนั้นรัฐบาลไทยได้ลงนามความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการกับรัฐบาลเดนมาร์กเมื่อวันที่ 20 ต.ค.2504 โดยเดนมาร์กให้การช่วยเหลือเป็นเงิน 4.33 ล้านโครเนอร์ (ประมาณ 23.5 ล้านบาท) ก่อนหน้านั้น นายชอนเดอร์การ์ด ชาวเดนมาร์ก ได้จัดตั้งฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2504 ณ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์ก ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์อบรมไทย–เดนมาร์กอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2505 และรัฐบาลไทยกำหนดให้วันที่ 17 ม.ค.ของทุกปี เป็นวันโคนมแห่งชาติ และใน พ.ศ.2509 รัฐบาลเดนมาร์กจัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการพร้อมสนับสนุนเงินงบประมาณจำนวน 2.87 ล้านโครเนอร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 รัฐบาลไทยรับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์อบรมไทย–เดนมาร์กมาจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.2514  มีชื่อว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)” จึงเชื่อได้ว่า ไม่มีเกษตรกรโคนมคนใดที่เห็นด้วยกับการยุบ อ.ส.ค. อย่างแน่นอน แต่ถึงเวลาที่ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ อ.ส.ค. รวมทั้งแก้ปัญหาของระบบสหกรณ์โคนมอย่างจริงจัง รายงาน : พลอยไพฑูรย์ ธุระพันธ์ ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคอีสาน อ่านข่าว : สงครามการค้า-อุตสาหกรรมนม ความพ่ายแพ้ของ อ.ส.ค.-สหกรณ์ฯ สู่การล่มสลายของเกษตรกร ?