เสถียรภาพ "การเมืองไทย" แกร่ง "ทางรอด" ภาคธุรกิจ-เอกชน ก้าวต่อ

10,207,181 ล้านบาท คือ ตัวเลขส่งออกไทยเพียง 11 เดือนของปี 2568 ในรูปเงินบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ฯ อยู่ที่ 310,706 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12 % เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 หากรวมตลอดปีเชื่อว่าการส่งออกปีที่ผ่านมาจะเติบโตมากกว่า 9 % แม้จะมีอุปสรรครอบด้านก็ตาม ส่วนปี 2569 ภาคเอกชน ประเมินว่า การส่งออกจะขยายตัว 3-4 % ถือว่า ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ หากเสถียรภาพทางการเมืองไทย หลังเลือกตั้งมีความแข็งแกร่งเพียงพอ นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ส่งออกไทย ปี2569 ว่า สรท. คาดการณ์ส่งออกปี 2569 ยังคงมีโอกาสเติบโตแบบชะลอตัว 2-4 %  แม้จะมีอุปสรรคทั้งภายในและภายนอกอยู่มาก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัว จากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา และตัวเลขส่งออกปีที่ผ่านมาขยายตัวในอัตราที่สูง แต่บางอุตสาหกรรมที่ยังมีมุมเป็นบวกอยู่ เฉพาะการส่งออกเดือนพ.ย.2568 ไทยส่งออกไปได้ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 890,204 ล้านบาท ขยายตัว7%  หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัยขยายตัวที่ 12 % ขณะที่ การนำเข้า มีมูลค่า 30,172.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17 % ดุลการค้า ขาดดุล 2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนภาพรวม 11 เดือน การนำเข้า มีมูลค่า 315,662.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว12 %  ดุลการค้า ขาดดุล 4,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม สรท. ให้ความสำคัญและเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในปี 2569 เช่น  ความต่อเนื่องของนโยบายการเมืองต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ และต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น ค่าแรงขั้นต่ำและเงื่อนไขด้านสวัสดิการแรงงาน รายได้เงินบาทที่หายไปจากค่าเงินบาทแข็งค่า และทิศทางต้นทุนพลังงานจากสถานการณ์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ ประธานสรท. กล่าวอีกว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อซัพพลายเชนและมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและปัญหาความแออัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง และความหนาแน่นในพื้นที่คลังสินค้าสุวรรณภูมิ  ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ ในการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน และจำเป็นต้องมีการชดเชยที่เหมาะสม ขณะที่ ปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็น  ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ซ้ำเติมด้วยปัญหา Geo-economic ทำให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น / US Reciprocal Tariff เริ่มส่งผลกระทบทั่วโลกรวมถึงไทย โดยมีผลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาเงื่อนไขการถ่ายลำสินค้า (Transshipment) ที่ยังไม่ชัดเจนในหลายประเทศ รวมถึงมาตรการตอบโต้ทางภาษีของประเทศอื่นที่ทยอยบังคับใช้ อาทิ เม็กซิโก  สินค้าจากจีน มีโอกาสทะลักเข้ามาตีตลาดสินค้าไทย เอกชน “หวัง” เห็นเสถัยรภาพการเมือง หลังเลือกตั้ง ประธานสรท. กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า ภาคเอกชนต้องการเห็นเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน โปร่งใส และมีทิศทางเดียวกันระหว่างฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ เพื่อลดความไม่แน่นอนในการตัดสินใจลงทุน และรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ควรที่จะมีทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยึดประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ และให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อมูลจากภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลใหมาแก้ไขนั้น เช่น ปัญหาต้นทุนโลจิสติกส์และกฎระเบียบที่ล่าช้า ควรเร่งปรับปรุงขั้นตอนต่าง ๆ ของศุลกากร ท่าเรือ และงานควบคุมกำกับให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ การดูแลเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวน ต้องมีมาตรการดูแลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับคู่ค้า เพื่อไม่ให้ผู้ส่งออกเสียความสามารถแข่งขัน กับประเทศคู่แข่งขัน ส่วนนโยบาย ด้านแรงงานและทักษะใหม่ ประเทศจำเป็นต้องมีนโยบายแรงงานต่างด้าวที่ชัดเจน รวมถึงพัฒนาแรงงานไทยให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ การดูแลเรื่องของต้นทุนพลังงาน ต้องมีโครงสร้างพลังงานที่แข่งขันได้ โดยเฉพาะค่าไฟและราคาน้ำมัน ที่เป็นต้นทุนหลักของผู้ประกอบการ ขณะที่มาตรการและนโยบายด้านเศรษฐกิจที่อยากให้รัฐบาลผลักดัน คือ การเดินหน้า มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ควบคู่กับการดูแลวินัยการคลัง ส่งเสริม การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ให้ชัดเจน และสนับสนุน SMEs เข้าถึงสินเชื่อ รวมไปถึงการเร่งเจรจาทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่จำเป็น และกระชับความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าเพื่อเปิดตลาดใหม่ ขับเคลื่อน ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นภาครัฐ เพื่อลดต้นทุนระบบราชการ และเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันของประเทศ สรท.ชี้เศรษฐกิจไทย “โอกาสสูง ”ขยายตัวต่อเนื่อง ประธานสรท. ประเมินแนวโน้มการส่งออกในปี 2569 ไทยยังมีโอกาส ขยายตัวต่อเนื่องได้แต่ยังต้องระวังหลายปัจจัยเสี่ยง ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพเศรษฐกิจโลก และต้นทุนภายในประเทศ ส่วนปัจจัยบวก ที่จะช่วยดันส่งออกไทย เช่น เศรษฐกิจสหรัฐ และเอเชียยังเติบโตในระดับที่รองรับกำลังซื้อ ภาคอุตสาหกรรมเริ่มกลับมาฟื้นหลังวัฏจักรสินค้าคงคลังลดลง ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดมีแนวโน้มดีขึ้น การเปิดตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง อาเซียนตอนบน และอินเดีย มีศักยภาพขยายตัวสูง ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เช่น ความตึงเครียดในเส้นทางเดินเรือ โดยเฉพาะทะเลแดง และความเสี่ยงสงครามการค้า ความผันผวนของค่าเงินบาท ต้นทุนโลจิสติกส์และพลังงานที่ยังสูง มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม (CBAM, ESG, Carbon Tax) จากคู่ค้า สรท.ประเมินการส่งออกปี 2569  จะขยายตัว 2-4 %   แม้จะมีอุปสรรคทั้งภายในและภายนอกอยู่มาก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา และตัวเลขส่งออกปีที่ผ่านมาขยายตัวในอัตราที่สูง แต่บางอุตสาหกรรมที่ยังมีมุมเป็นบวกอยู่ จี้ภาครัฐรักษาเสถียรภาพเงินบาท-ใช้ Local Content สร้างมูลค่า โดยสรท. แนะเพื่อให้รัฐบาลและภาครัฐ เร่งดำเนินการ ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับทิศทางค่าเงินของภูมิภาค ส่งเสริมการใช้ Local Content เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น เร่งรัดการเจรจาเกณฑ์การใช้ Local content / Regional Value Content (RVC) กับสหรัฐฯ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมในการทบทวนกระบวนการและซัพพลายเชนในการผลิต  รวมถึงเร่งขยายโอกาส กำหนดตำแหน่งของไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านการเจรจาความตกลง FTA ที่ครอบคลุม ขยายตลาดเดิม เสริมการหาตลาดใหม่เชิงรุก ให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ใน supply chain ใหม่ เน้นการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอย่างสมดุล รวมถึงสนับสนุนวงเงินงบประมาณสำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ในปี 2026 ให้เข้มข้น  พร้อมเพิ่มความเข้มงวดและกำกับดูแลสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและการค้าในรูปแบบออนไลน์ เพื่อปกป้องสินค้าไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานไทย และการส่งผ่านไปประเทศที่สาม Green Economy & Sustainable และส่งเสริมการปรับตัวให้พร้อมรับกติกาการค้าระหว่างประเทศกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่กรอบความยั่งยืนมากขึ้น เช่น มาตรการ CBAM แนวคิด ESG เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ลดข้อจำกัดด้านการค้า และการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ กำหนดและส่งเสริมทิศทางพลังงานสะอาด สำหรับภาคการขนส่งสินค้าของไทยให้ชัดเจนและสอดคล้องกับระเบียบโลกและคู่ค้าสำคัญปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพด้านการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ ลุ้น 14 ม.ค  ศาลสูงสุดสหรัฐฯตัดสินภาษีทรัมป์ สำหรับคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐในคดีว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการเก็บภาษีตอบโต้ทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดในวันที่ 14 ม.ค.นี้ ยังต้องจับตาว่าศาลจะยืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หรือจะมีแนวทางใหม่ให้ฝ่ายบริหารสหรัฐนำไปจัดการปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาในรูปแบบใด ฝ่ายบริหารของสหรัฐยังมีอำนาจและบทบาทในการกำหนดทิศทางมาตรการทางการค้า และมีความเป็นไปได้ที่จะใช้มาตรการอื่น หรือคงมาตรการเดิมไว้เพื่อควบคุมการนำเข้า ด้าน ดร.อัทธ์​ พิศาลวานิช นักวิชาการ​ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ  กล่าวกับ “ไทยพีบีเอสออนไลน์” ว่าไม่ศาลสูงสหรัฐฯ จะตัดสินคดีภาษีทรัมป์ออกมาในทิศทางใด  มองว่ามีทั้งผลบวกและผลลบ  ผลบวกคือแต่ละประเทศไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีที่ทรัมป์เรียกเก็บ ส่วนด้านลบคือ ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แม้ว่า ทรัมป์จะไม่เรียกเก็บภาษีนำเข้าแต่ก็ยังมีภาษีอื่นๆกฎหมายอื่นๆที่ทรัมป์จะเรียกเก็บ เช่น ภาษีสินค้าสวมสิทธิ ที่สหรัฐฯน่าจะเรียกเก็บ40% ซึ่งสูงกว่าเรียกเก็บภาษีนำเข้า ดังนั้นผลกระทบเรื่องภาษีก็ยังเหมือนเดิม เพราะทรัมป์เองต้องหาเงินมาชดเชยให้กับกลุ่มเอสเอ็มอีในสหรัฐฯ สำหรับประเทศไทย แม้ว่าจะถูกเรียกเก็บภาษี19% แต่อย่าลืมว่า สหรัฐฯยังมีโอกาสที่ตะเรียกเก็บภาษีประเภทสวมสิทธิอีกซึ่งภาษีสูงถึง40%  ดังนั้นอยากฝากถึงพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพราะถือว่าเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ สิ่งที่ต้องการฝากถึงว่าที่รัฐบาลมี 2 เรื่องคือ  ให้อยู่บนพื้นฐานของความจริง ทำสิ่งที่สามารถทำได้ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน สร้างรายได้ เพราะปัจจุบันคนไทยแทบจะไม่มีเงินใช้จ่าย  และเรื่องต่างประเทศ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังต้องให้ความสำคัญเช่นกัน สอดคล้องกับ นายวิบูลย์ หงษ์ศรีจินดา รองประธานที่ปรึกษา กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการกับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ คือ การให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมและสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีในภูมิภาค ดังนั้นรัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่จะเข้ามาดูแล โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ หากเป็นไปได้ก็ต้องการรัฐมนตรีที่มีความพร้อมและความรู้ด้านเศรษฐกิจที่จะเข้ามาบริหารและยกระดับทุกอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อให้ไทยแข่งขันกับต่างชาติและคู่แข่งได้ เพราะหากเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างจีนเอง ก็เติบโตและพัฒนาไปได้ไกลมาก อักทั้งยังเข้ามาลงทุนในประเทศด้วย โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสามารถแข่งขันได้ด้วยตัวเอง แม้จะขาดการส่งเสริมจากภาครัฐ ทั้งเรื่องของทักษะ แรงงาน ตลาด และการลงทุน หากเทียบกับอุตสาหกรรมการส่งเสริมการลงทุนน้อยมาก ส่วนเรื่องของภาษีสหรัฐ ก็ยังมั่นใจแข่งขันได้ อ่านข่าว: การค้าไทย- FTA 10 เดือนพุ่ง 13% กรมเจรจาฯ เร่งปิดดีล เปิดเจรจาคู่ค้าใหม่ เปิดเทรนด์บริโภคอาหารปี 2026   โอกาสทองผปก.ไทยเจาะตลาดชาวอเมริกัน ส่งออกสินค้าเกษตร ปี69 โตพุ่ง พณ ชี้“ข้าว-มันสำปะหลัง”รุ่ง สวนทางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน