“โลกไร้ระเบียบ” เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำตัวเป็นตำรวจโลก เข้าปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลา จับตัวประธานาธิบดี “นิโกลัส มาดูโร” มาดำเนินคดีในสหรัฐอเมริกา โดยตั้งข้อกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบยาเสพติดและอาวุธ และประกาศจะเข้าไปบริหารจัดการทรัพยากรของเวเนซุเอลา กลายเป็นประเด็นร้อนที่นักวิเคราะห์ ตั้งข้อสังเกตุว่า นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ รายการ NEWSROOM สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สัมภาษณ์ ผศ.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์การกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ สะท้อนผ่านแนวคิดและประธานาธิบดีผู้นี้ ซึ่งไม่สนใจกฎระเบียบ หรือกฎหมายระหว่างประเทศ ต่างจากประธานาธิบดีคนก่อน ๆ ที่พยายามอ้างหลักการศีลธรรมต่าง ๆ โดยหาข้ออ้างของการกระทำให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ “ปฏิบัติการเวเนซุเอลา” สัญญาณอันตรายโลก ถ้าถามว่าเป็นสัญญาณอันตรายต่อโลกหรือไม่… ในระยะสั้น “ผศ.อาร์ม ตั้งนิรันดร” มองว่า สิ่งที่ทรัมป์ทำเป็นการตอบโจทย์ความมั่นคงของสหรัฐฯ แต่ระยะยาวกลับมีการตั้งคำถามว่า “โลกจะอันตรายขึ้นหรือไม่” เนื่องด้วยความเชื่อมั่นลดลง จากการไม่เคารพกฎเกณฑ์ กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งหากครั้งนี้เป็นการจุดชนวนให้กับจีน – รัสเซีย ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในอนาคต “อยากให้สังเกตปฏิบัติการเวเนซุเอลา ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของเวเนซุเอลา ไม่ใช่เรื่องจัดการยาเสพติด ไม่ใช่เรื่องที่เรียกว่าไปสั่งสอนประเทศเล็ก ๆ แต่ควรมองว่ามันเป็นหมากใหญ่ในเกมกระดานการเมือง การต่อสู้ระหว่างอเมริกา และจีน” สอดคล้องกับการสัมภาษณ์ประธานาธิบดีทรัมป์ และรมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ชัดเจนว่า มีเรื่องประเทศจีนอยู่ในความคิด สะท้อนเบื้องหลังเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคง ทำอย่างไรกับการที่จีนบุกเข้ามาหลังบ้านสหรัฐฯ ในการเข้ามาดึงทรัพยากรน้ำมันในเวเนซุเอลา ดังนั้นทำอย่างไร ถึงจะทัดทานอิทธิพลของจีนยุทธศาสตร์ดังกล่าว หลายคนมองว่าคล้ายกับในอดีตหรือไม่ “Monroe Doctrine” (การประกาศนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ในปี 1823 ที่ประกาศต่อโลกยุโรปว่า ห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองหรือแสวงหาอาณานิคมแห่งใหม่ในทวีปอเมริกา) สหรัฐฯ ต้องการอำนาจเดียวในภูมิภาคอเมริกาเหนือ “เบื้องหลังมันคือการแข่งขันอำนาจดิบ ระหว่างมหาอำนาจเบอร์ 1 กับ มหาอำนาจเบอร์ 2 เมื่อเป็นอย่างนี้ในมุมมองสหรัฐฯ ต้องการผลลัพธ์ ต้องการผลประโยชน์ ต้องการความมั่นคงพื้นฐานของชาติ ทำให้การคำนึงถึงปัจจัยศีลธรรม ความชอบธรรมกฎหมายระหว่างประเทศ มันหายไป” “ทรัมป์” จอมฉีกกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ “ถ้าเป็นสมัยก่อนทุกคนจะบอกว่าทำไม่ได้ เพราะการบุกเข้าไปจัดการผู้นำประเทศอื่น เป็นการขัดกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งไม่สามารถอธิบายได้ในเชิงศีลธรรม” แต่ทรัมป์ก็ไม่ได้สนใจ มองแค่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์กับสหรัฐ ด้วยปฎิบัติการภายใน 1 วัน ไม่มีสงครามยืดเยื้อแบบอิรัก หรืออัฟกานิสถาน ทรัมป์จึงตัดสินใจที่จะกดปุ่มทำ ซึ่งในสมัยก่อนผู้นำสหรัฐฯ คนอื่น ๆ ไม่ได้เล่นเกมแบบนี้ ส่วนความกังวลในอนาคต “จีน” อาจจะเปิดปฏิบัติการเพื่อยึดอำนาจจาก “ไต้หวัน”และหลายอย่างมีบริบทไม่เหมือนกัน ทำไม่ได้ง่าย ๆ แต่ครั้งนี้สหรัฐฯ ทำได้ เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อ เช่น ในอดีต ทรัมป์ เคยกล่าวว่าต้องการจะยึดครอง “กรีนแลนด์” เป็นการพูดเล่น อีกทั้งเป็นประเทศพันธมิตร และเป็นสมาชิก NATO (องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ)แต่สิ่งที่ทรัมป์ดำเนินการในปัจจุบันเชื่อว่าทรัมป์พูดจริง ทำจริง และปฏิบัติให้เห็นจริงเพราะต้องการกรีนแลนด์เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในกรเจรจาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ “ปฎิบัติการเวเนซุเอลาที่เกิดขึ้น นักวิชาการระหว่างประเทศ ไม่มีใครกล้าพูดว่าเรื่องกรีนแลนด์เป็นไปไม่ได้เลย ด้วยตรรกะที่ทรัมป์สนใจแค่ผลลัพธ์มากกว่าเหตุผลและกฎหมาย” “จีน” มหาอำนาจที่ 2 กับแนวคิด “ค้ำจุนระเบียบโลก” ถามว่าเป็นไปหรือไม่ “จีน” จะเข้ามาเป็นผู้สร้างสมดุลในระเบียบโลกที่ “สหรัฐฯ” ฉีกทิ้ง…. อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า แม้จีนจะออกแถลงการณ์แนวคิดที่บอกว่า “ต้องช่วยกันค้ำจุนระเบียบโลก” แต่หากมองลึกเข้าไปจะพบว่ามหาอำนาจแต่ละฝ่ายต่างมีปัญหาภายในจีนเองก็มีปัญหาเศรษฐกิจภายใน และข้อพิพาทเรื่องไต้หวัน ข้อพิพาทเรื่องทะเลจีนใต้ ความขัดแย้งในภูมิภาค จีนจึงยังไม่สามารถขึ้นมาเล่นบทบาทแทนผู้นำสหรัฐฯ ในเวลานี้ได้ “ภาพระเบียบโลกวันนี้ ไม่ใช่บอกว่าสหรัฐฯ ทิ้งระเบียบโลก แล้วมีผู้นำคนใหม่เป็น จีน - ยุโรป แต่เป็นภาพที่เหมือนกับว่าโลกไร้ระเบียบและไม่มีผู้นำ จีนไม่สามารถมีบทบาทแทนสหรัฐฯได้ ยุโรปก็ไม่สามารถมีบทบาทแทนสหรัฐฯ ได้ ตรงกันข้ามวันนี้เรากลับกลายเป็นโลกตัวใครตัวมัน ต่างตนต่างดูแลตัวเองก่อน เป็นโลกที่อันตรายขึ้นทุกคนโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งอย่างสหรัฐฯ เริ่มไม่สนใจกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่เดิมเคยเป็นพื้นฐานของประเทศต่าง ๆ” “ไทย” ควรไปทางไหน ภายใต้ “คลื่นล้มโลก” ภายใต้ “คลื่นล้มโลก” ที่รุนแรงแบบนี้ ประเทศไทยควรจะต้องยึดกฎเกณฑ์ กฎหมายระหว่างประเทศ หลักการของสหประชาชาติ เพราะสุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะเป็นหลังพิงให้กับเรา และต้องพยายามส่งเสียงหาระเบียบ เคารพกฎหมาย เรียกร้องหาความรับผิดชอบบทบาทที่เหมาะสมของมหาอำนาจ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมากกว่า “แต่” ถ้าถามว่าต้องเลือกข้างไหน ดร.อาร์ม กล่าวว่า คำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือ “เลือกข้างประเทศไทย” ยึดผลประโยชน์ประเทศไทยเป็นหลักมากกว่าการเลือกข้างใดข้างหนึ่ง หรือไปอยู่กับมหาอำนาจข้างใด แต่ต้องเข้าใจผลประโยชน์พื้นฐานของประเทศไทยว่า อยู่ตรงไหน อำนาจต่อรองมีอะไร เพื่อดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับผลประโยชน์พื้นฐานของประเทศ ประเทศไทยจะอยู่ในความท้าทายมากขึ้น เศรษฐกิจโลกไม่ใช่เศรษฐกิจเปิดอย่างในอดีต ประเทศไทยที่พึ่งพาการค้าโลกในระดับที่สูง อาจเผชิญคลื่นลมมรสุมที่หนักหนาขึ้น ทั้งเรื่องกำแพงภาษีทรัมป์ ขณะที่จีนก็มีปัญหาเศรษฐกิจภายใน ปัญหาสินค้าที่ไหลทะลักออกจากเมืองจีน ที่ไม่สามารถไปสหรัฐฯ หรือยุโรปได้ จึงกลายเป็นว่าประเทศไทยมีลักษณะที่ถูกบีบทั้งสามทาง โลกที่เหลืออยู่จึงเป็นโลกที่เศรษฐกิจหดตัว กดดันเศรษฐกิจไทยมากขึ้น หาก “ทรัมป์” พ้นวาระ และมีประธานาธิบดีคนอื่นเข้ามาแทน ทุกอย่างจะกลับมาสู่สภาพเดิมหรือไม่….ผศ.อาร์ม ตั้งนิรันดร มองว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯและจีนจะดุเดือดมากขึ้น ดังนั้นไม่ว่าผู้นำสหรัฐคนไหนที่ขึ้นมาจะต้องมองโลกในแบบการแข่งขัน ระหว่างเบอร์ 1 กับเบอร์ 2 อีกทั้งการเมืองภายในประเทศก็ยังกดดันให้ผู้นำสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายทวนกระแสโลกาภิวัฒน์จากความไม่พอใจนโยบายการค้าเสรีในอดีต อ่านข่าว ควันหลง “หลิวจงอี้” มือปราบแดนมังกร เดินสายสยบ “จีนเทา” ส่งออกสินค้าเกษตร ปี69 โตพุ่ง พณ ชี้“ข้าว-มันสำปะหลัง”รุ่ง สวนทางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน อวสาน “เฉิน จื้อ” ปิดท่อน้ำเลี้ยงจีนเทา อำนาจ “ตระกูลฮุน” สั่นไหว