การที่รัฐมนตรีกัมพูชาออกมาชี้นำการเลือกตั้งของไทยอย่างเปิดเผย ว่าคนไทยควรเลือกหรือไม่ควรเลือกพรรคการเมืองใด ตามหลักสากลเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ เพราะคือการแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่นอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลเรื่องสันติภาพ หรือการสู้รบก็ตาม ประเด็นนี้นักการเมืองไทยเกือบทุกฝ่ายเห็นตรงกัน ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง แต่ที่น่ากังวลคือ กับนักการเมืองไทยบางคน ที่ฉวยโอกาสจากคำพูดของฝ่ายกัมพูชา มาโหมปั่นกระแสชาตินิยม ปลุกความหวาดกลัว ใช้ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือชักนำไปสู่การหาคะแนนเสียงเลือกตั้ง การเมืองที่มีวุฒิภาวะ ไม่ควรยืมมือศัตรูภายนอก มาสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเอง การหยิบคำพูดของต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีประวัติความสัมพันธ์ซับซ้อนยาวนาน มาโหนหาเสียง ไม่ได้ทำให้ประเทศเข้มแข็งขึ้น มีแต่จะทำให้สถานการณ์เปราะบางลง ผู้นำที่มีวุฒิภาวะ จะไม่ใช้ความเกลียดชังระหว่างประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นนโยบายหาเสียง เพราะรู้ดีว่าประเทศที่มีพรมแดนติดกัน ยังไงก็ต้องอยู่ร่วมกัน ต้องไปมาหาสู่ ค้าขายพึ่งพากัน ไม่มีใครย้ายประเทศหนีจากกันได้ ฉะนั้น การย้ำภาพความเป็นศัตรูแบบซ้ำๆ มีแต่จะสร้างบาดแผลระยะยาว ทั้งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ผู้นำรัฐบาลและพรรคการเมืองทุกพรรค ต้องแยกให้ออกระหว่างการปกป้องอธิปไตย กับการขายความกลัว การประณามการแทรกแซงจากต่างชาติ เป็นหน้าที่ต้องทำอย่างชัดเจน สุขุมและทันเวลา ไม่ใช่ทิ้งช่วงปล่อยเรื่องลุกลาม แล้วฉวยมาใช้เป็นเครื่องมือหาคะแนนทางการเมือง การเมืองไทยไม่ควรตกอยู่ในวังวนชาตินิยมราคาถูก ที่สุดท้ายไม่ได้ปกป้องประเทศ แต่ทำให้ประเทศถูกลากเข้าไปอยู่ในเกมของชาติอื่น การเลือกตั้งควรแข่งขันด้านนโยบาย การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความมั่นคง และอนาคตของประชาชน ไม่ใช่แข่งขันว่าพรรคใครจะปั่นกระแสชาตินิยมได้เก่งกว่า ถ้านักการเมืองยังคิดจะเอาความขัดแย้งระหว่างประเทศมาแลกคะแนนเสียง ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่า คือการทำเพื่อชาติจริงๆ […]