บทบรรณาธิการ – บทพิสูจน์ภาครัฐ

เหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงพังถล่มทับขบวนรถไฟในพื้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา และเหตุเครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 พังถล่มในวันถัดมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก  ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุร้ายแรง แต่เป็นตัวชี้ช่องโหว่เชิงโครงสร้างระบบความปลอดภัย การกำกับดูแล ความรับผิดของรัฐและเอกชน ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่  โครงการถูกผลักดันในนามการพัฒนาก็จริง แต่คำถามสำคัญคือ การพัฒนานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยและความคุ้มค่าต่อชีวิตประชาชนแค่ไหน  ทั้งสองเหตุการณ์สะท้อนชัดว่า ระบบควบคุมงานก่อสร้างยังหละหลวม การตรวจสอบมาตรฐานอุปกรณ์ขาดความเข้มงวด และการประเมินความเสี่ยงต่อประชาชน ไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร  สิ่งที่ต้องไม่เกิดขึ้นคือ การผลักภาระความรับผิดไว้ที่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง ขณะที่บริษัทผู้รับเหมา ผู้บริหารโครงการ และหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแล ลอยตัวพ้นความรับผิดชอบ  ปัจจุบันกฎหมายอาญาและกฎหมายควบคุมงานก่อสร้าง ยังไม่สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ลงทุนกับความปลอดภัยอย่างจริงจัง การลงโทษทางอาญาต่อนิติบุคคลมีข้อจำกัด การเพิกถอนสิทธิ หรือขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาที่กระทำผิดร้ายแรง ไม่ถูกใช้เป็นมาตรการหลักอย่างจริงจัง   รัฐจึงจำเป็นต้องเร่งทบทวนกฎหมายและระเบียบเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย การตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ การบังคับให้เปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงต่อสาธารณะ ไปจนถึงการกำหนดความรับผิดร่วมของทุกฝ่ายในโครงการ  ไม่ใช่เพียงผู้ควบคุมงาน หรือวิศวกรหน้างาน แต่รวมถึงผู้บริหาร ผู้ว่าจ้าง และหน่วยงานรัฐที่อนุมัติและตรวจรับงาน  สำหรับประเด็นการชดเชยเยียวยา ต้องไม่ใช่แค่เงินช่วยเหลือเฉพาะหน้า การสูญเสียชีวิตและความพิการถาวรไม่อาจตีค่าได้ด้วยเงินก้อนเดียว รัฐและผู้รับผิดชอบต้องจัดให้มีการเยียวยาอย่างเป็นธรรม  ครอบคลุมทั้งค่าชดเชยตามกฎหมายแพ่ง ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ การดูแลด้านจิตใจ และการประกันรายได้ระยะยาวแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ   โศกนาฏกรรมครั้งนี้ควรเป็นจุดเปลี่ยน ไม่ใช่เพียงข่าวใหญ่ที่เงียบหายไปตามกาลเวลา ชีวิตประชาชนต้องไม่ถูกใช้เป็น “ต้นทุน” ของการพัฒนา […]