วันนี้ ( 22 ก.พ.2569 ) เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ทรูธโซเชียล เมื่อวันเสาร์ (21 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่นว่า ภาษีใหม่จะ มีผลทันที พร้อมทั้งเตือนว่าภาษีอื่นๆ จะตามมาอีก โดยในโพสระบุว่า "ผม ในฐานะประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา จะขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลก 10% สำหรับประเทศต่างๆ ที่เอาเปรียบ สหรัฐมานานหลายทศวรรษโดยไม่ถูกลงโทษ (จนกระทั่งผมเข้ามา!) ไปสู่ระดับ 15% ซึ่งเป็นระดับที่ได้รับอนุญาตและตรวจสอบตามกฎหมายแล้วมีผลบังคับใช้ทันที” “ภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า รัฐบาลทรัมป์จะพิจารณาและประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย” ประธานาธิบดีสหรัฐระบุ โดยโพสต์ของทรัมป์อ้างว่า ภาษีใหม่จะมีผลทันทีไม่รีรอ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีการลงนามในเอกสารระบุกรอบเวลาบังคับใช้หรือไม่ เอกสารทำเนียบขาวออกเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) ระบุว่า ภาษีเดิม 10% มีผลบังคับใช้ในวันอังคาร (24 ก.พ.) เวลา 12.01 น. ตามเวลาตะวันออก ทั้งนี้ ซีเอ็นบีซีสอบถามไปยังทำเนียบขาวแต่ยังไม่ได้รับคำชี้แจง เอกชน เผย ไม่กระทบเจรจาภาษีสหรัฐฯ ในขณะที่ นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวกับ “ไทยพีบีเอสออนไลน์” ถึง กรณีที่ศาลสูงสหรัฐวินิจฉัยยกเลิกภาษีศุลกากรทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยชี้ว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตฝ่ายบริหารนั้น ไม่ได้ทำให้การเจรจาภาษีของไทยกับสหรัฐหยุดชะงัก แต่ทำให้กรอบการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐกลับเข้าสู่ระบบกฎหมายและกระบวนการที่ชัดเจนมากขึ้น คำวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนว่า ฝ่ายบริหารสหรัฐไม่สามารถใช้อำนาจฝ่ายเดียวขึ้นภาษีในวงกว้างได้อีก หากไม่มีฐานกฎหมายรองรับ ส่งผลให้มาตรการภาษีในระยะต่อไปต้องผ่านขั้นตอนที่เป็นระบบมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้ประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย สามารถเข้าสู่การเจรจาและชี้แจงเชิงเทคนิคได้มากกว่าเดิม ซึ่งในภาพรวมถือเป็นผลบวกต่อประเทศผู้ส่งออก สำหรับขั้นตอน หลังศาลยกเลิกการใช้กฎหมายฉุกเฉิน สหรัฐฯยังคงมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่น แต่หากเป็นการใช้อำนาจโดยตรงของประธานาธิบดีที่มีผลทันที มาตรา 122 ถือเป็นมาตราเดียวที่สามารถใช้ได้ โดยไม่ต้องผ่านสภา Congress หรือ กระบวนการสอบสวนของหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม มาตรานี้มีข้อจำกัดด้านเวลา คือใช้ได้ไม่เกิน 150 วัน จึงเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อกดดันและเร่งการเจรจาในระยะสั้น จากกรอบเวลาดังกล่าว คาดการณ์ได้ว่า สหรัฐน่าจะพยายามผลักดันให้ประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย เข้าสู่กระบวนการเจรจาให้เร็วยิ่งขึ้นภายในช่วงเวลาที่มาตรา 122 ยังบังคับใช้อยู่ ขึ้นภาษีใหม่10-15% แรงกระแทกน้อยกว่ารอบก่อน สำหรับกรณีที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษี 10% หรือ 15 % ภายใต้มาตรา 122 ต้องมองว่าเป็นอัตราที่ ต่ำกว่าภาษีที่ไทยเคยเผชิญก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ราว 19% ดังนั้น แม้จะส่งผลให้ต้นทุนผู้ส่งออกเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่แรงกระแทกถือว่าน้อยกว่ารอบก่อน และอยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นมาตรการชั่วคราว ไม่ใช่นโยบายถาวร ในอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์นี้ยังถือเป็น จังหวะและโอกาสทางการค้า เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐมีแนวโน้มเร่งนำเข้าสินค้าในช่วงนี้ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในอนาคต และสามารถนำเข้าในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าเดิม จึงเปิดโอกาสให้ไทยผลักดันการส่งออกไปสหรัฐได้เพิ่มขึ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยต้องเตรียมรับมือเพิ่มเติม คือ การรวบรวมข้อมูลในทุกประเด็นที่สหรัฐเคยหยิบยกขึ้นมากล่าวหาหรือแสดงความกังวลเกี่ยวกับไทยในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างต้นทุน การอุดหนุน การทุ่มตลาด มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม สุขอนามัยอาหาร และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้สามารถชี้แจงเชิงเทคนิคได้อย่างเป็นระบบภายใต้กรอบเวลา 150 วันของมาตรา 122 ชี้ “ขอคืนเงินภาษี” ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย ส่วนประเด็นเรื่องการคืนเงินภาษีจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐนั้น ผู้ที่จะมีสิทธิขอคืนเงินภาษีตามกฎหมายสหรัฐไม่ใช่ผู้ส่งออกของไทย แต่เป็นผู้นำเข้าในสหรัฐ ซึ่งเป็นฝ่ายที่ชำระภาษีศุลกากรให้กับทางการสหรัฐโดยตรง ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา รูปแบบการส่งออกของไทยไปสหรัฐมีความหลากหลาย โดยในภาพรวมต้องยอมรับว่า ผู้ส่งออกไทยจำนวนมากเป็นฝ่ายยอมลดราคาสินค้าให้กับผู้นำเข้า เพื่อช่วยผ่อนเบาภาระภาษี และทำให้ผู้นำเข้าสามารถนำสินค้าไปจำหน่ายได้ในราคาที่ไม่สูงเกินไป การลดราคานี้ส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือกันในเชิงธุรกิจและการแข่งขันทางตลาด โดยไม่ได้มีการระบุเงื่อนไขเรื่องการคืนภาษีไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน ผู้ส่งออกจึงยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้การค้าสามารถเดินต่อได้และรักษาคำสั่งซื้อไว้ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ทำงานร่วมกับผู้นำเข้าหรือผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐ อาจมี ข้อตกลงเชิงพาณิชย์ที่ตกลงแบ่งภาระภาษีกันเป็นสัดส่วน เช่น แบ่งกันคนละครึ่ง หรือแบ่งในสัดส่วนหนึ่งในสาม ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเจรจาและข้อตกลงของแต่ละคู่ค้า หรือในกรณีที่มีสัญญาหรือเอกสารทางการค้าที่ระบุเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจน ว่าหากในอนาคตมีการคืนเงินภาษีหรือการชดเชย ผู้ส่งออกมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งคืนจากผู้นำเข้า ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้ส่งออกไทยจะได้รับเงินคืนในภายหลังแต่ต้องย้ำว่า กรณีลักษณะนี้เป็น ส่วนน้อย เมื่อเทียบกับภาพรวมของการส่งออกทั้งหมด ต้องยอมรับว่า การขอคืนเงินภาษีไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายหรือเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากทางการสหรัฐในเชิงปฏิบัติ ทั้งในเรื่องขั้นตอน วิธีการยื่นคำร้อง เงื่อนไข และแบบฟอร์มการขอคืนเงินภาษี ดังนั้นผู้นำเข้าและภาคธุรกิจจึงยังจำเป็นต้อง รอประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานของสหรัฐ ก่อนจึงจะสามารถยื่นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ เพื่อขอคืนเงินภาษีได้ อ่านข่าว: "พาณิชย์" ประเมินท่าทีสหรัฐฯ พร้อมดูแลผลกระทบผู้ประกอบการไทย หลายชาติจับตา "ทรัมป์" ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% 1.34 แสนล้านดอลลาร์ ใครจะได้คืนหลังศาลสูงสุดคว่ำ "ภาษีทรัมป์" ทรัมป์เซ็นขึ้นภาษี 10% ทั่วโลกทันที หลังศาลสูงสุดคว่ำกำแพงภาษี