ท่ามกลางบรรยากาศความสับสน และข่าวปีดดีลกระชับเก้าอี้รัฐบาล “อนุทิน 2” ด้วยการผลัก “พรรคกล้าธรรม” ไปอยู่ฝ่ายค้าน แต่ผ่านไปเพียง 2 วัน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาปฎิเสธยังไม่ปิดดีลจัดตั้งรัฐบาล 300 เสียง โดยระบุว่า ต้องรอผลรับรองจาก กกต.ก่อน "ดีลยังไม่ได้เปิดเลย จะปิดดีลได้อย่างไร" ขณะที่ีรายงานข่าวจากแกนนำจากต่ายน้ำเงินว่า รัฐบาลใหม่จะเริ่มดำเนินนโยบายได้ก่อนสงกรานต์ จึงน่าลุ้นว่า.. สุดท้ายแล้ว “รัฐบาลอนุทิน 2” จะมีหน้าตาอย่างไร และพรรคกล้าธรรมยังอยู่ในสมการนี้หรือไม่ เป็นไปได้ไหมว่าจะถูกดีดไปเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน รศ.ยุทธพร อิสรชัย สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าว ผ่าน “รายการนิวส์รูม” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยชี้ว่า โอกาสที่พรรคกล้าธรรมจะได้เข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน 2 มีมากกว่าการที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี โดยเงื่อนไขนี้ คือหากพรรคกล้าธรรมต้องการจะเข้าร่วมรัฐบาล “ร.อ.ธรรมนัส” ต้องไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี ด้วยเหตุ “พรรคกล้าธรรม” ถือเป็นพรรคที่มีความสำคัญในระดับหนึ่งที่น่าจะถูกดึงไปร่วมรัฐบาลพรรคแรกๆ แต่ปัจจัยเกิดจากไม่ถูกยอมรับจากพรรคการเมือง เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนในเวทีการเลือกตั้งจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม หมายถึงระหว่างประชาธิปัตย์กับกล้าธรรม ต้องมีแค่พรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้นที่จะมาอยู่ในรัฐบาล ส่วนพรรคประชาชน แม้ไม่ได้ประกาศชัดแต่พูดในลักษณะหมายถึงกล้าธรรม รศ.ยุทธพร มองว่า แม้ ร.อ.ธรรมนัส จะอยู่ในตำแหน่งประธานที่ปรึกษา หากสังเกตจะพบว่ามีความสำคัญกว่าหัวหน้าพรรค ผู้ที่จะตัดสินใจในขั้นสุดท้ายว่าพรรคจะไปทิศทางไหน เชื่อว่าน่าจะเป็น ร.อ.ธรรมนัส “พรรคกล้าธรรม เหมือนจะบริหารจัดการทางการเมืองง่ายเพราะทุกอย่างอยู่กับบรรดาแกนนำ แต่ท้ายสุดมีเงื่อนไขหลายอย่าง ในการบริหารจัดการทางการเมืองที่ไม่ง่ายสำหรับพรรคกล้าธรรม สุดท้ายหากคุยกันลงตัวที่พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล แต่ไม่มีชื่อ ร.อ.ธรรมนัส ก็อาจจะเป็นไปได้ ที่จะเกิดการมาร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรม” ส่วนการแย่งชิงเก้ารมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปัญหาหรือไม่นั้น รศ.ยุทธพร กล่าวว่า แม้กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ จะเป็นกระทรวงในเชิงนโยบาย เพื่อกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ในภาคปฎิบัติ “กระทรวงเกษตรฯ คือ ขาที่สามของการกำหนดนโยบายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร รากหญ้า ที่มีผลต่อคะแนนนิยมในการปูฐานเลือกตั้งครั้งหน้า จึงไม่น่าแปลกใจที่ ร.อ.ธรรมนัส ต้องการนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีอีกสมัย รวมถึงบรรดาพรรคการเมืองพรรคอื่นด้วย “ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจจะต้องเป็น กระทรวงการคลังและพาณิชย์ แต่ภาคปฏิบัติต้องมีครบทั้งสามขา ขาภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ขาภาคการท่องเที่ยว รายได้จากอุตสาหกรรมการบริการ อีกด้านอาจไม่ใช่รายได้หลักแต่มีเกษตรกรในภาคเกษตรกรรมจำนวนมาก ในการสร้างฐานคะแนนนิยม การสร้างผลงาน เพื่อปูฐานในการเลือกตั้ง จึงสำคัญมากสำหรับทุกพรรคการเมือง” ไม่ต้องแปลกใจว่า “กระทรวงเกษตรฯ” จะเย้ายวนและเป็นที่ต้องการของพรรคเพื่อไทยเช่นกัน ขณะที่พรรคภูมิใจไทย มองการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโจทย์ใหญ่ประเทศ จึงไม่ใช่แค่กระทรวงการคลัง หรือพาณิชย์ แต่ต้องบริหารด้านอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของภูมิใจไทยในการจัดการบริหารทรัพยากรบุคคล ยังไม่รวมปัจจัยภายในพรรคการบริหารจัดการกลุ่มก๊วนการเมืองบ้านใหญ่ที่ย้ายขั้ว เข้ามาหลายคน และส่วนใหญ่เป็นสัญญาใจที่เคยให้ไว้ต่อกัน “และเก้าอี้รัฐมนตรีเหล่านี้ ก็เป็นที่ต้องการของพรรคภูมิใจไทยด้วย ขณะที่กล้าธรรมก็อยู่กระทรวงเกษตรฯมานาน ลงหลักปักฐานพอสมควรแล้ว การจะโยกย้ายกระทรวง ก็เป็นสิ่งที่กล้าธรรมไม่อยากได้แบบเดียวกัน” ร.ศ.ยุทธพร มองเสถียรภาพ รัฐบาลอนุทิน 2 ว่า สมการรัฐบาลอนุทิน 2 จำนวน 300 เสียง และพรรคฝ่ายค้านที่มีพรรคกล้าธรรมรวม 200 เสียง ดูเหมือนมีเสถียรภาพ แต่เอาเข้าจริงเป็นเสถียรภาพแบบกลวง ๆ เนื่องจาก 300 เสียงฟากฝั่งรัฐบาลมีแค่พรรคใหญ่คือภูมิใจไทย พรรคขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ คือ พรรคเพื่อไทย นอกนั้นเป็นพรรคเล็กกว่า 10 กว่าพรรค “เชื่อว่าเป็นเรื่องยาก ในการบริการกระบวนการทางการเมือง จะมีเกมการต่อรองจากพรรคเล็กตลอดเวลา รวมทั้งพรรคเพื่อไทยด้วย ถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจกฎหมายสำคัญๆ แล้วพรรคเพื่อไทยถอยหรือถอนตัว ก็จะทำให้รัฐบาลมีเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา เพราะภูมิใจไทยมี 193 เสียง และพรรคเล็กอีก 33 เสียง เพราะฉะนั้นรวมกันแล้วก็ยังไม่ถึง 250 เสียง ถ้าไม่มีพรรคที่ 3 จึงต้องมีพรรคใหญ่ หรือพรรคขนาดกลาง เป็นพรรคที่ 3 เข้าร่วม ดังนั้นตัวเลือกวันนี้ จึงมีแค่พรรคกล้าธรรมหรือประชาธิปัตย์” รศ.ยุทธพร อธิบายว่า อีกมุมหากประชาธิปัตย์มาร่วม ในกรณีที่เพื่อไทยถอนตัว เสียงรัฐบาลก็จะปริ่มน้ำ แต่ถ้าพรรคกล้าธรรมร่วม และพรรคเพื่อไทยถอน รัฐบาลยังไปได้ต่อได้ ใน แง่การดุลอำนาจกันระหว่างพรรคเพื่อไทย กับกล้าธรรม ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการดึงพรรคประชาธิปัตย์เข้ามา “แต่พรรคกล้าธรรมก็มีเงื่อนไขติดในประเด็นใหญ่ของ ร.อ.ธรรมนัส ที่อาจจะทำให้ตัดสินใจ หรือไม่ตัดสินใจร่วมรัฐบาล รวมถึงภูมิใจไทยด้วยว่า จะเลือกกล้าธรรม มาร่วมรัฐบาลหรือไม่” ...ถ้าถามว่าฝั่งไหนมีน้ำหนักมากกว่ากันระหว่างพรรคภูมิใจไทยจะเอาหรือไม่เอา กับพรรคกล้าธรรม จะไปหรือไม่ไป… รศ.ยุทธพร มองว่า พรรคภูมิใจไทยถือไพ่เหนือกว่ามีในมือแล้ว 300 เสียง ถือว่าเป็นเสียงที่มีเสถียรภาพ แต่ระยะยาวที่บอกว่าจะเป็นเสถียรภาพแบบกลวง ๆ ดังนั้นในแง่ของการจัดตั้งรัฐบาลตัวเลขตอนนี้ฝ่ายค้านยังไงก็ไล่ไม่ทัน ถึงจะรวมกล้าธรรมไปด้วยก็มีแค่ 200 เสียง ยังขาดอีก 100 เสียงแต่ในระยะยาวต่างหากคือสิ่งที่ต้องพิจารณาว่า จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ เสถียรภาพรัฐบาล ไม่มีอะไรน่าห่วงเพราะเสียง สส. พรรคภูมิใจไทย เกือบ 200 เสียง เสียงรัฐบาลไปถึง 300 เสียง อีกทั้ง สว. ก็มีทิศทางทัศนคติสอดคล้องกันองค์กรอิสระก็ตั้งกันเกือบทุกองค์กรที่มีวาระถึง 7 ปี คล่อมถึง 2 รัฐบาล แต่ในแง่ “เสถียรภาพของระบบการเมือง” เป็นภาพใหญ่ ทั้งเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน เรื่องภัยพิบัติจะเกิดขึ้นไหม หรือสถานการณ์แบบโควิด - 19 จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ไม่มีใครรู้ ยังไม่รวมปัญหาไทย - กัมพูชา แม้แต่ม็อบเลือกตั้งที่การเลือกตั้งจะโมฆะ หรือไม่โมฆะ และม็อบเหล่านี้จะขยายตัวไหม รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังทำประชามติด้วย รศ.ยุทธพร มองว่า สิ่งเหล่านี้อาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพระบบการเมืองในภาพใหญ่ทั้งหมด ซึ่งเสถียรภาพรัฐบาลเป็นแค่หนึ่งในนั้นฉะนั้นเสถียรภาพรัฐบาลก็อาจจะถูกส่งผลจากปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ที่อยู่นอกรัฐสภา “การเมืองหรือคณิตศาสตร์การเมืองในสภา อาจไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด นอกจากเสถียรภาพในเชิงตัวเลขแล้ว รัฐบาลเองก็ต้องพิจารณาถึงประเด็นเหล่านี้ด้วย” ในกรณีที่พรรคภูมิใจไทย ไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล หรือพรรคกล้าธรรมไม่ได้ร่วมรัฐบาล สิ่งไหนมีผลเสียมากกว่ากัน รศ.ยุทธพรมองว่า “ภูมิใจไทย หากไม่มีกล้าธรรม โอกาสเสีย มีความเป็นไปได้สูงกว่า ขณะที่ฝ่ายค้านที่มีพรรคประชาชน และประชาธิปัตย์ที่อาจจะมีความมั่นใจและมีความชำนาญ ประสบการณ์ทางฝ่ายค้าน แม้พรรคกล้าธรรมอาจจะไม่ชำนาญเท่าสองพรรค แต่มีเกมการเมืองนอกสภา “การเลือกตั้งที่ผ่านมา กล้าธรรมไม่อยู่ในเวทีดีเบต ไม่อยู่ในโพล ไม่อยู่ในโซเชียล แต่มารอในสภาแล้วด้วยวิธีการในแบบของพรรค ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนก็แปลกใจ ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยก็อาจเจอเกมการเมืองนอกสภา” ส่วนพรรคกล้าธรรม ถ้าไม่ได้ร่วมรัฐบาล ก็อาจจะเสียมากกว่าได้เหมือนกัน เนื่องด้วยพรรคฯตั้งขึ้นมาไม่ได้ต้องการเป็นฝ่ายค้านและเป็นรัฐบาลมาโดยตลอด ตั้งขึ้นมี สส. 20 กว่าคนมารอทันที เลือกตั้งซ่อมจังหวัดนครศรีธรรมราชก็ชนะ เลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ เมื่อไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นฝ่ายค้านก็อาจจะไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ต้องการก็ได้ ลักษณะพรรคกล้าธรรม คล้ายๆ พรรคพลังประชารัฐ ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนบุคคลคนหนึ่งเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ส่วนพรรคพลังประชารัฐจะเห็นได้การถอนตัวของ “พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ” พรรคก็ลดขนาดลงมากลายเป็นพรรคเล็ก และพรรคกล้าธรรม หาก ร.อ.ธรรมนัสถอนตัวทางการเมือง หรือไม่รับตำแหน่ง ถอยจากการเมืองไปเรื่อย ๆ ก็มีโอกาสที่พรรคจะแตกได้เช่นกัน อ่านข่าว อลหม่าน "รัฐบาลภูมิใจไทย" กล้าธรรม-ธรรมนัส "เสี่ยง" โดนเท ? "ยกเลิก" MOU 44 ไทย-กัมพูชา "สัญญาใจ" มัดรัฐบาลภูมิใจไทย สูตรใหม่รัฐบาลอนุทิน "กล้าธรรม-เพื่อไทย" เงื่อนไข ไร้เงา "ธรรมนัส"