วันนี้ (27 ก.พ.2569) นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. แถลงว่า ตามที่ คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2569 ให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราวของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และต่อมาในวันที่ 17 ก.พ.2569 นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ได้มอบหมายให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีสำคัญ 4 รายคดี รวมมูลค่า ประมาณ 13,074 ล้านบาท ปัจจุบัน พนักงานอัยการได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีสำคัญ 4 คดีดังกล่าวแล้ว โดยศาลแพ่งพิเคราะห์พยานหลักฐานของพนักงานอัยการในชั้นไต่สวนแล้วมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย หรือยักย้ายไปเสียซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยให้เลขาธิการ ปปง. เป็นผู้ดำเนินการยึดหรืออายัด เก็บรักษาทรัพย์สิน ตลอดจนมีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบรายละเอียด ดังนี้ 1. รายคดี น.ส.แตงไทย กรณี MR.LEAK YIM นางวิรินยา MR.SMITH BEN และ น.ส.แคทรียา กับพวก ศาลแพ่งรับเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 31/2569 โดยเมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 มีหมายแจ้งคำสั่ง ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามบัญชีทรัพย์สินที่สำนักงาน ปปง. ส่งให้พนักงานอัยการฯ รวมมูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท 2. รายคดี นายเฉิน จื้อ กับพวก ศาลแพ่งรับเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 25/2569 โดยเมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 มีหมายแจ้งคำสั่ง ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามบัญชีทรัพย์สิน ที่สำนักงาน ปปง. ส่งให้พนักงานอัยการฯ รวมมูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท 3. รายคดี นายก๊ก อาน กับพวก ศาลแพ่งรับเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 29/2569 โดยเมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 มีหมายแจ้งคำสั่ง ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามบัญชีทรัพย์สิน ที่สำนักงาน ปปง. ส่งให้พนักงานอัยการฯ รวมมูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท 4. รายคดี นายเอื้ออังกูร กับพวก ศาลแพ่งรับเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 20/2569 โดยเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 มีหมายแจ้งคำสั่ง ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามบัญชีทรัพย์สิน ที่สำนักงาน ปปง. ส่งให้พนักงานอัยการฯ รวมมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท โดยหากทรัพย์สินที่ศาลได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดไว้ชั่วคราวใน 4 รายคดีดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้ หรือหากเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการ เช่น รถยนต์ หรือเรือยอร์ช เลขาธิการ ปปง. อาจสั่งให้นำทรัพย์สินประเภทดังกล่าวออกขายทอดตลาดและเก็บรักษาไว้เป็นเงินแทนได้ ตามมาตรา 57 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 อนึ่ง ในรายคดีดังกล่าวข้างต้น หากมีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมาย และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลนำเงินหรือทรัพย์สินในรายคดีดังกล่าว มาคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป อ่านข่าว : "รุทธพล" เผยเร่งรวมหลักฐานขอหมายจับคดี "เบน สมิธ" "โรม" ขึ้นศาลสอบคำให้การคดี "เบน สมิธ" ฟ้องหมิ่นฯ ลั่นไม่หนักใจ ผู้เสียหายค้าน ปปง.ถอนอายัดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์กว่าหมื่นล้าน