การบริจาคเลือดเป็นสิ่งที่หลายคนทำอยู่เป็นประจำสม่ำเสมออยู่แล้ว เพราะรู้ดีว่า "เลือด" หรือ "โลหิต" ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่หล่อเลี้ยงชีวิตของเราเอง แต่ยังสามารถส่งต่อเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่นได้ และที่สำคัญเลือดยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถผลิตหรือทดแทนขึ้นมาใหม่ได้จากที่ใด ทุกวินาที มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องการเลือดเพื่อการรักษา ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุ ผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือด หรือผู้ป่วยฉุกเฉินในห้องไอซียู แม้จะมีผู้บริจาคเลือดทุกวัน แต่ปริมาณเลือดที่ได้รับกลับไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงพยาบาลทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ระบุว่า ขณะนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศมีปริมาณเลือดสำรองคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์อย่างมาก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉินที่ไม่สามารถรอได้ โดยเฉพาะช่วงเดือน ก.พ. ถึง มี.ค. ของทุกปี มักเป็นช่วงที่ปริมาณเลือดสำรองลดต่ำลง ขณะที่อุบัติเหตุและการเจ็บป่วยเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีเลือดสำรองอย่างเพียงพอจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า ขอพลังคนไทยที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่วมกันบริจาคเลือด เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดสำรองให้เพียงพอสำหรับทุกชีวิตที่รอความช่วยเหลือ "ใกล้ที่ไหน บริจาคที่นั่น" ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อชีวิตให้กัน เช็กลิสต์ที่ควรรู้ เตรียมตัวก่อน "บริจาคเลือด" คุณสมบัติของผู้บริจาคเลือดและวิธีเตรียมตัวก่อนบริจาค - เกณฑ์อายุและน้ำหนัก อายุ 17-70 ปี (หากบริจาคครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 60 ปี) และมีน้ำหนักตัว 45 กิโลกรัมขึ้นไป - การพักผ่อน นอนหลับให้เพียงพอไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง - สุขภาพทั่วไป ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอันตราย และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ การรับประทานอาหาร - ดื่มน้ำ 300 – 500 ซีซี ก่อนบริจาค 10-15 นาที - รับประทานอาหารมื้อหลักก่อนบริจาค (หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง) ข้อห้ามสำคัญ -งดสูบบุหรี่ 1 ชั่วโมง ทั้งก่อนและหลังบริจาค -งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง ทั้งก่อนและหลังบริจาค สำหรับ ช่องทางการบริจาคประชาชนสามารถตรวจสอบจุดรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่หรือหน่วยงานรับบริจาคใกล้บ้านได้ที่เว็บไซต์ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย : https://thaibloodcentre.redcross.or.th บริจาคโลหิต มีกี่แบบ คำตอบที่คุณควรรู้ก่อนเป็น "ผู้ให้" การบริจาคโลหิตรวม (Whole Blood Donation) คือ การเจาะเก็บโลหิตครบส่วน โดยโลหิตที่ได้รับบริจาค จะถูกนำไปปั่นแยกเป็นส่วนประกอบโลหิต 3 ชนิด ได้แก่ เกล็ดเลือด เม็ดเลือดแดง และพลาสมา สามารถบริจาคได้ ทุก 3 เดือน ( 4 ครั้ง ต่อปี) หมายเหตุ: สำหรับผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ขึ้นไป สามารถบริจาคได้ ทุก 6 เดือน ( 2 ครั้งต่อปี) จนถึงอายุครบ 70 ปี และต้องบริจาคโลหิด อย่างน้อย 1 ครั้ง ในรอบปีที่ผ่านมา งดบริจาคในหน่วยเคลื่อนที่ การบริจาคโลหิตเฉพาะส่วน (Apheresis Donation) เป็นการบริจาคโดยใช้เครื่องแยกโลหิตเฉพาะส่วนอัตโนมัติ จากผู้บริจาครายเดียวมี 3 ประเภท ดังนี้ - การบริจาคเกล็ดเลือด (Plateletpheresis) บริจาคได้ทุก 1 เดือน ใช้เวลาบริจาคประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง ต่อครั้ง - การบริจาคเม็ดเลือดแดง (Double red cell apheresis) บริจาคได้ทุก 4 เดือน ใช้เวลาบริจาคประมาณ 30 - 45 นาที ต่อครั้ง - การบริจาคพลาสมา (Plasmapheresis) บริจาคได้ทุก 2 สัปดาห์ ใช้เวลาบริจาคประมาณ 45 นาที ต่อครั้ง อ่านข่าว : "เลือด" ต่อชีวิตผู้ป่วย เช็กลิสต์ที่ควรรู้ เตรียมตัวก่อน "บริจาคเลือด" "เลือด" สำคัญต่อ "ผู้ป่วย" และ "โรงพยาบาล" อย่างไร "เลือด" สำคัญมากต่อ "โรงพยาบาล" นั้นเพราะต้องใช้ในการรักษาผู้ป่วยในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน หรือ การผ่าตัด ที่ต้องใช้เลือดอย่างเร่งด่วน สรุปให้ดังนี้ ใช้รักษาผู้ป่วยที่เสียเลือดจากอุบัติเหตุ บาดแผลฉกรรจ์ เสียเลือดจำนวนมาก ต้องได้รับเลือดทดแทนอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาชีวิตและป้องกันภาวะช็อกจากการเสียเลือด ใช้ในการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดหัวใจ การผ่าตัดรักษาโรคมะเร็ง จำเป็นต้องใช้เลือดจำนวนมาก หากไม่มีเลือดสำรองพอ อาจทำให้ต้องเลื่อนการผ่าตัดออกไปซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตของผู้ป่วย ใช้รักษาผู้ป่วยที่ต้องการส่วนประกอบของเลือด "เม็ดเลือดแดง" ใช้รักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย เสียเลือดจาก เช่น อุบัติเหตุ ผ่าตัด การคลอด ส่วน "เกล็ดเลือด" จำเป็นสำหรับผู้ป่วยไข้เลือดออก และผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ขณะที่ "พลาสมา" ใช้รักษาทดแทนการขาดโปรตีน สำหรับการแข็งตัวของเลือด สำรองเลือดสำหรับกรณีฉุกเฉินและภัยพิบัติ โรงพยาบาลต้องมีเลือดสำรองไว้เผื่อสถานการณ์ไม่คาดคิด เช่น ภัยพิบัติ อุบัติเหตุหมู่ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินทางการแพทย์ หากเกิดเหตุการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก แต่เลือดไม่เพียงพอ อาจทำให้หลายชีวิตตกอยู่ในอันตราย รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เคยอธิบายไว้ว่า โลหิตสำรองถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาผู้ป่วยในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดที่ต้องใช้โลหิตสำรอง 2-3 ยูนิตต่อครั้ง หรือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต้องใช้โลหิต 5-10 ยูนิตต่อครั้ง นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเลือด เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย และโรคเกล็ดเลือดต่ำ จำเป็นต้องใช้โลหิตในการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากขาดโลหิตอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ ไม่ว่าคุณจะเป็น ผู้บริจาคโลหิตรวม หรือ ผู้บริจาคโลหิตเฉพาะส่วน การบริจาคเลือด เป็นเรื่องที่...รอไม่ได้ เพราะทุกวินาที คือ โอกาสช่วยชีวิต อช.หมู่เกาะสิมิลัน เก็บกู้ "อวนผี" หนัก 2 ตัน พ้นแนวปะการัง ครบจบในที่เดียว! ขนส่งฯ เปิดศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปฯ "ดัชนีความร้อน" พุ่งระดับเตือนภัย กทม.แนะ "งดออกแดด-ดื่มน้ำบ่อยๆ"