ปฏิกิริยาผู้นำโลกหลังสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน

วันนี้ (2 มี.ค. 2569) หลังการโจมตีครั้งใหญ่ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านสถานการณ์ระหว่างประเทศยังคงตึงเครียด ขณะที่ผู้นำหลายประเทศออกมาแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรซา ปาห์ลาวี อดีตมกุฎราชกุมารโอรสของพระเจ้าชาห์องค์สุดท้ายแห่งอิหร่าน ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีต่อการเสียชีวิตของ คาเมเนอี โดยบทความที่เผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ระบุ ปาห์ลาวี กล่าวขอบคุณโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สนับสนุนเสรีภาพของชาวอิหร่าน พร้อมทั้งระบุว่าตลอดเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ระบอบสาธารณรัฐอิสลามได้บ่อนทำลายอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน ก่อความขัดแย้งทั่วโลก รวมถึงแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกล และอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นภายในประเทศเอง รวมถึงเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ปาห์ลาวี มองว่า การเสียชีวิตของคาเมเนอีคือโอกาสสำคัญที่จะเปลี่ยนทิศทางอิหร่าน พร้อมเสนอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำประชามติและจัดการเลือกตั้งที่เสรี โดยมีนานาชาติเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ ขณะที่ แอนโทนี อัลบานีซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุชัดเจนว่าจะไม่มีการไว้อาลัยให้คาเมเนอี โดยระบุว่าคาเมเนอีคือผู้อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน การใช้ความรุนแรงข่มขวัญประชาชนตนเองอย่างโหดเหี้ยม และยังเป็นผู้บงการการโจมตีบนแผ่นดินออสเตรเลีย พร้อมย้ำจุดยืนสนับสนุนการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ โดยระบุว่าโครงการนิวเคลียร์ของระบอบอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและเสถียรภาพของโลก ด้านเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า การเสียชีวิตของคาเมเนอีนำมาซึ่งความหวังครั้งใหม่สำหรับอิหร่าน แต่ขณะเดียวกันก็เตือนให้ระวังความไร้เสถียรภาพที่อาจเกิดขึ้นตามมา ขณะที่ คายา คาลลาส ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์อิหร่าน แม้อนาคตยังไม่แน่นอน แต่ตอนนี้เป็นการเปิดเส้นทางสู่อิหร่านที่แตกต่างออกไป ซึ่งประชาชนอาจมีเสรีภาพมากขึ้นในการกำหนดอนาคตของตัวเอง ส่วน รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยหลังหารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม จี 7 การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด และเรียกร้องให้อิหร่านยุติการกระทำที่บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาค พร้อมย้ำจุดยืนของญี่ปุ่นที่สนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหานิวเคลียร์อิหร่านผ่านการเจรจา ในทางตรงกันข้าม สื่อทางการรัสเซีย รายงานว่า วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย แสดงความเสียใจต่อการลอบสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน พร้อมทั้งระบุว่า การเสียชีวิตของคาเมเนอีคือการสังหารอย่างเหี้ยมโหดที่ละเมิดบรรทัดฐานทางศีลธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้จัดประชุมฉุกเฉินที่นครนิวยอร์กเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางตั้งแต่เมื่อวานนี้ (1 มี.ค.) อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ กล่าวต่อที่ประชุมว่า รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่โอกาสทางการทูตถูกปล่อยให้สูญเปล่า หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ทั้งที่เพิ่งมีการเจรจาทางอ้อมรอบที่ 3 ในประเด็นนิวเคลียร์ไปและเตรียมการสำหรับการเจรจาในสัปดาห์หน้าไว้แล้ว นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดความตึงเครียดและยุติการสู้รบโดยทันทีก่อนที่ความขัดแย้งจะขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลร้ายแรงต่อพลเรือนและเสถียรภาพของภูมิภาค ด้านทูตอิหร่านและอิสราเอลต่างใช้เวทีนี้ตอบโต้กันไปมาอย่างดุเดือด โดยทูตอิหร่านระบุว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นถือเป็นการรุกรานประเทศอื่นอย่างไร้เหตุผลและมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า ถือเป็นอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ขณะที่ทูตอิสราเอลออกมาปกป้องปฏิบัติการครั้งนี้ว่าเพื่อรับมือกับภัยคุกคามร้ายแรงก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ พร้อมทั้งยืนยันว่าการโจมตีมุ่งเป้าไปที่ผู้นำของอิหร่าน ไม่ใช่ประชาชนอิหร่าน ส่วนทูตสหรัฐฯ ยืนยันต่อที่ประชุมว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงระดับโลก "พระสันตะปาปา" ทรงวิงวอนทุกฝ่ายยุติความรุนแรง ด้านสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ทรงแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน โดยพระองค์มีพระดำรัสว่าอาวุธทั้งหลายย่อมนำมาซึ่งความพินาศ ความเจ็บปวด และความตายเท่านั้น พร้อมทั้งทรงวิงวอนให้ทุกฝ่ายยุติวัฏจักรแห่งความรุนแรง ก่อนที่จะลุกลามจนกลายเป็นหายนะที่ไม่อาจแก้ไขได้ อดีต ปธน.อิหร่านถูกสังหาร ในการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ ฟุตซอลไทยเจอสายแข็ง ศึกชิงแชมป์อาเซียน 2026 ทำความรู้จัก "อาราฟี" ผู้นำสูงสุดอิหร่านที่เพิ่งได้รับแต่งตั้ง