เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2569 อิสราเอลเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานจำนวนมาก และถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ทำให้หลายครอบครัวในไทยรู้สึกเป็นห่วงและอยากให้แรงงานเดินทางกลับประเทศ ขณะที่แรงงานบางส่วนยืนยันว่ายังสามารถทำงานได้ตามปกติ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "เฟิร์น แต่ละวัน" โพสต์คลิปเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอิสราเอล ระบุว่า แม้จะเกิดการสู้รบ แต่ยังคงออกไปทำงานทุกวัน เนื่องจากงานที่ทำเกี่ยวข้องกับสิ่งอุปโภคบริโภค ซึ่งจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน พร้อมเล่าว่า แม้จะต้องมาทำงานในช่วงเวลานี้ที่มีเสียงระเบิด และเสียงไซเรนดังเกือบทุก 10 นาที แต่ยังมีหลุมหลบภัย และนายจ้างคอยรับ–ส่ง อีกทั้งยังมีค่าโอทีเพิ่มขึ้น ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส เดินทางไปยัง บ้านท่ามะเขือ ต.กระเบื้องใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา พบกับ นายสุพจน์ และ นางดวงรัตน์ ลี้ภัย พ่อและแม่ของเจ้าของโพสต์ โดยแม่เล่าว่า น.ส.รุ้งตะวัน หรือ เฟิร์น เดินทางไปทำงานที่อิสราเอลได้ประมาณ 4 เดือน ทำงานเป็นพนักงานอยู่ในห้างสรรพสินค้า มีรายได้รวมโอที เดือนละประมาณ 100,000 บาท ระหว่างที่พูดคุย น.ส.รุ้งตะวัน ได้วิดีโอคอลมาพูดคุยกับครอบครัว พร้อมยืนยันกับแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะยังอยู่ได้และทำงานได้ตามปกติ เช่นเดียวกับครอบครัว ใน อ.เฉลิมพระเกียติ จ.บุรีรัมย์ ที่เฝ้าติดตามข่าวการสู้รบในอิสราเอล เพราะ นายพีระพงษ์ ก้อนเสมา ลูกชายเป็นแรงงานในอิสราเอล โดย ครอบครัว เปิดเผยว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ลูกชายวิดีโอคอลมาพูดคุยกับภรรยา โดยระบุว่า หากทางการไทยประกาศให้กลับ ก็อยากให้ลูกกลับเพื่อความปลอดภัย เพราะทำงานครบสัญญาแล้ว แต่นายจ้างยังต่อสัญญาให้ทำงานต่อ นางสำเรียง ก้อนเสมา เเม่ของแรงงานไทย บอกว่า ได้แต่ภาวนาของให้ลูกปลอดภัย แต่หากเหตุการณ์รุนแรงก็อยากให้ลูกกลับบ้านเพราะเป็นห่วง อยากให้รัฐบาลช่วยดูแลแรงงานไทยด้วย ด้านนางวิรากานต์ ก้อนเสมา ภรรยาของนายพีระพงษ์ เล่าว่า ได้วีดีโอคอลคุยกับสามีเพื่อสอบถามข่าวคราวและสภาพความเป็นอยู่ ด้วยความเป็นห่วงสามี แต่คุยไม่นานามีก็ต้องรีบวางสาย เนื่องจากมีสัญญาณเตือนให้เข้าหลุมหลบภัยที่นายจ้างจัดไว้ให้ ทำให้ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงสามีเพราะไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะรุนแรงและขยายวงกว้างหรือไม่ ก็จะพยายามติดต่อสอบถามข่าวคราวสามีอย่างต่อเนื่อง ชะลอส่งแรงงานไทยไปตะวันออกกลาง คลิปภาพการยิงขีปนาวุธเหนือท้องฟ้ากรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล เมื่อช่วงค่ำวันที่ 28 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา เป็นภาพที่แรงงานไทยบันทึกไว้และส่งให้ทีมข่าว พร้อมระบุว่า เช้าวันนี้ (2 มี.ค.) ยังคงออกไปทำงานตามปกติ แต่ติดตามการแจ้งเตือนจากทางการอิสราเอลและสถานทูตไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมเข้าหลบในพื้นที่ปลอดภัย หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานอยู่ในอิสราเอลกว่า 58,000 คน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กว่า 11,000 คน และซาอุดีอาระเบีย กว่า 7,000 คน รวมมากกว่า 77,000 คน ซึ่งทั้ง 3 ประเทศได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบครั้งนี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ต้องรอการประเมินจากกระทรวงการต่างประเทศ และข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับแผนอพยพแรงงานไทย พร้อมให้ฝ่ายแรงงานประจำสถานทูตในประเทศต่างๆ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีแรงงานได้รับผลกระทบ ต้องให้การช่วยเหลือทันที ส่วนการจัดส่งแรงงานไปทำงานใหม่ ให้ชะลอไปก่อน ตั้งวอร์รูมช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ปลัดกระทรวงแรงงาน เร่งตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะประชุมกับอัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายแรงงาน ของทั้ง 3 ประเทศ เพื่อประเมิน ติดตามสถานการณ์อีกครั้ง ด้าน สมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีแรงงานไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบ และขอเดินทางกลับ พร้อมเน้นย้ำ แรงงานทุกคนที่รัฐส่งไป ทำงานในพื้นที่ปลอดภัย แต่หากสถานการณ์ยกระดับรุนแรงมากกว่าเดิม อาจมีการระงับการจัดส่งแรงงาน และเร่งอพยพแรงงานกลับประเทศ ซึ่งต้องรอการแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้ง อธิบดีกรมการจัดหางาน ยังเปิดเผยว่า ปัจจุบันการจัดส่งแรงงานไปทำงานในอิสราเอลมี 2 ช่องทาง คือ รัฐต่อรัฐ และเอกชนต่อเอกชน งมีมาตรการกำหนดให้แรงงานต้องทำงานในพื้นที่ปลอดภัย และนายจ้างต้องมีแผนอพยพที่ชัดเจน ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องระงับการจัดส่งแรงงาน อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ที่ส่งกลับประเทศร่วมหลักแสนล้าน แต่ก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของแรงงานเป็นหลักก่อน สำหรับปี 2569 กรมการจัดหางาน ได้โควตาจัดส่งแรงงานไปทำงานภาคการเกษตรในประเทศอิสราเอล 16,000 อัตรา โดยทยอยส่งไปตามความต้องการของนายจ้างตลอดทั้งปี "อิหร่าน" อาจถอนตัวฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่สหรัฐฯ ปฏิกิริยาผู้นำโลกหลังสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน อดีต ปธน.อิหร่านถูกสังหาร ในการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ