วันนี้ (2 มี.ค.2569) ศาลออกหมายจับ นายเบน สมิธ (Mr.Ben Smith) และ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ ผู้ต้องหา กระทำความผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน" ตำรวจสอบสวนกลาง ให้ข้อมูลว่า พฤติการณ์ ตามที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ ประวัติของนายเบน สมิธ พบว่า เป็นนักธุรกิจต่างชาติที่ถูกสหรัฐฯ จัดอยู่ในกลุ่มบุคคลเสี่ยงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับขบวนการ สแกมเมอร์ระดับนานาชาติและการฟอกเงิน ส่วน น.ส.แคทรียา ผู้เป็นภรรยา ซึ่งปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) แต่จากการสืบสวนสอบสวน พบว่า มีนักลงทุนชาวต่างชาติได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลงทุนข้ามชาติ และผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งนายเบน กับ ภรรยา ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนต่อเนื่องหลายโครงการ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ต และธุรกิจพลังงาน โดยวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือต่าง ๆ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ถูกหลอกเงิน ไปกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีพบพฤติการณ์ ตั้งแต่ต้นปี 2559 นายเบน สมิธ อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน และได้แนะนำนักลงทุนชาวต่างชาติ ที่ต้องการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย ในครั้งแรกได้ แนะนำนักธุรกิจและนักการเมืองให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้น บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) โดยได้มีการลงทุนกันจริง จนผู้เสียหายไว้วางใจ ต่อมา นายเบน อาศัยจังหวะนี้หลอกเงินผู้เสียหายให้ลงทุนในหุ้นเพซ 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพส ทำสัญญากู้ยืมเงินและออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7 % และ 11 % เป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่ให้ น.ส.แคทรียา เป็นผู้บริหารการลงทุนในหุ้นนี้ มีระยะเวลาการบริหารกว่า 1 ปี นายเบน ยังได้ชักชวนผู้เสียหายซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ราคา 255 ล้านบาท เพื่อให้เช่าและใช้ส่วนตัว โดยหลอกเงินมัดจำจากผู้เสียหายไป 21 ล้านบาท หลอกให้ลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้า โดยอ้างว่า จะไปร่วมกับนักลงทุนไทยเพื่อทำธุรกิจ กับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย เสียหายอีก 126 ล้านบาท จนกระทั่งผู้เสียหายพบว่า หุ้นเพซ ไม่มีความเคลื่อนไหวตามที่ตกลงกันไว้ และถูกเครือข่ายของนายเบน เสนอให้จ่ายเงินค่ามัดจำคอนโด 7 ห้อง และค่าบิวต์อิน เป็นเงิน 144 ล้านบาท เพื่อตกแต่งและขายให้ได้เงินคืนผู้เสียหายพร้อมค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ แต่จนถึง ปี 2565 ผู้เสียหาย ก็ยังไม่ได้รับส่งมอบห้องชุดตามที่ตกลงกัน เมื่อติดต่อทวงถาม ก็มีการบ่ายเบี่ยง และได้ทราบภายหลังว่า ห้องชุดทั้งหมดถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นทั้งหมดแล้ว จึงทราบว่า ถูกหลอกลวง นายเบน กับภรรยา หลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหายโดยอ้างธุรกิจต่าง ๆ หลายครั้ง ต่อเนื่องกัน แต่ไม่ได้นำเงินไปดำเนินการตามที่ได้ตกลงกันไว้แต่แรก ซึ่งเข้าลักษณะการฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ หลังศาลออกหมายจับ ตำรวจได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักและบริษัท รวม 6 เป้าหมาย ในพื้นที่ภาคกลางเพื่อตรวจค้นหาพยานเอกสาร พยานบุคคล นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี ตรวจยึดของกลาง 13 รายการ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จำนวน 2 เครื่อง , คอมพิวเตอร์พกพา จำนวน 2 เครื่อง , แม็กบุ๊ก จำนวน 1 เครื่อง ,ไอแพด จำนวน 2 เครื่อง , โทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่อง ,อุปกรณ์จัดเก็บหน่วยความจำ (แฟลชไดร์ฟ) จำนวน 2 ชิ้น , เอกสารต่าง ๆ เช่น งบการเงิน รายวันจ่ายประจำปี ตราประทับบริษัท รวม 6 รายการ และ สมุดโน้ต จำนวน 1 เล่ม ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์ชั่วคราว 1.3 หมื่นล้าน "เฉินจื้อ-ก๊กอาน-ยิม เลียก-เบนสมิธ" คดีสแกมเมอร์ "รุทธพล" เผยเร่งรวมหลักฐานขอหมายจับคดี "เบน สมิธ" "โรม" ขึ้นศาลสอบคำให้การคดี "เบน สมิธ" ฟ้องหมิ่นฯ ลั่นไม่หนักใจ ผู้เสียหายค้าน ปปง.ถอนอายัดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์กว่าหมื่นล้าน "อนุทิน" โต้ภาพนั่งกินข้าว "เบน สมิธ" ปี 48 เป็นเอไอ ศาลรับฟ้องคดี "เบน สมิธ" ฟ้อง "โรม" หมิ่นประมาท นัด 23 ก.พ.