72 ชม.เขย่าตะวันออกกลาง เรารู้อะไรบ้างจากการโจมตี "อิหร่าน" ของสหรัฐฯ-อิสราเอล

จุดเริ่มต้นจากโต๊ะเจรจาที่ล้มเหลวสู่การโจมตีที่พร้อมเพรียง ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 28 ก.พ.2569 เวลา 01:15 น. ตามเวลาสหรัฐอเมริกา ซึ่งตรงกับเวลาประมาณ 09:15 น. ในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน กองทัพอากาศอิสราเอลส่งเครื่องบินขับไล่กว่า 200 ลำ บุกโจมตีเป้าหมายกว่า 500 จุดทั่วอิหร่าน พร้อมกับสหรัฐฯ ที่ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Spirit, F-35, F-22, F/A-18 และขีปนาวุธร่อน Tomahawk จากเรือรบในทะเลอาหรับและอ่าวโอมาน การโจมตีนี้ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่าปฏิบัติการ "Operation Epic Fury" ของสหรัฐฯ และ "Operation Roaring Lion" ของอิสราเอล มีวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ 4 ประการหลัก ป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ทำลายคลังแสงขีปนาวุธและฐานการผลิต บั่นทอนเครือข่ายตัวแทน (Proxy) เช่น เฮซบอลเลาะห์ ฮูตี และ กลุ่มติดอาวุธในอิรักกับซีเรีย ทำลายแสนยานุภาพทางเรือของอิหร่าน โดยมีเป้าหมายทางการเมืองสูงสุดคือการสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนชาวอิหร่านลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากภายในประเทศเอง ทรัมป์ยังย้ำว่าการโจมตีนี้เป็นผลจากการเจรจานิวเคลียร์ที่ล้มเหลวในเจนีวาเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ซึ่งอิหร่านถูกกล่าวหาว่าปฏิเสธข้อเสนอจากสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง เผด็จศึก "ผู้นำ" สะเทือน IRGC จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของปฏิบัติการนี้คือการยืนยันการเสียชีวิตของ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งถูกสังหารในศูนย์บัญชาการกลางกรุงเตหะราน จากข้อมูลข่าวกรองร่วมระหว่าง CIA และ Mossad ระบุว่ามีการระบุพิกัดของคาเมเนอีขณะเข้าร่วมประชุมฉุกเฉินกับผู้นำทหารระดับสูงที่แน่ชัดและแม่นยำ ทำให้สหรัฐฯ และ อิสราเอล ปรับแผนการโจมตีเพื่อ "เผด็จศึก" ผู้นำคนนี้โดยตรง นอกจากคาเมเนอีแล้ว การโจมตียังสังหารผู้นำทหารและนักการเมืองระดับสูงกว่า 40 คน รวมถึง อาซิซ นาซีร์ซาเดห์ รัฐมนตรีกลาโหม อับดุลราฮิม มูซาวี ประธานเสนาธิการทหารบก โมฮัมหมัด ปักปูร์ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และ อาลี ชัมคานี เลขาธิการสภาสูงสุดด้านความมั่นคงแห่งชาติ การสูญเสียบุคลากรเหล่านี้ส่งผลให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศและ IRGC ตกอยู่ในสภาวะระส่ายระสาย ขาดเอกภาพในการสั่งการ และไม่สามารถตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงแรกของการโจมตี นอกจากนี้ตามรายงานจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุว่าการโจมตีในวันแรกเพียงวันเดียว (28 ก.พ.) สหรัฐฯ และ อิสราเอล ได้ทำลายเป้าหมายกว่า 1,000 จุด รวมถึงโรงงานผลิตขีปนาวุธในอิสฟาฮาน โรงงานนิวเคลียร์ในฟอร์โดและนาทานซ์ และฐานทัพเรือในบานเดอร์อับบาส ซึ่งนำไปสู่การจมเรือรบอิหร่านอย่างน้อย 9 ลำ รวมถึงเรือคอร์เวตชั้นจามาราน (Jamaran-class corvette) ในอ่าวโอมาน เทคโนโลยี-ยุทธวิธี ศึกผสมผสานเต็มรูปแบบ ตามการรายงานของ First 24 hours of Trump's war on Iran, by the numbers ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการรวมกำลังทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอิสราเอลใช้เครื่องบินขับไล่ F-35I Adir และ F-15I Ra'am เป็นหลัก ขณะที่สหรัฐฯ นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น โดรนโจมตีทางเดียวรุ่น LUCAS (Low-Cost Unmanned Combat Aerial System) ซึ่งถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปฏิบัติการจริง โดยโดรนเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Shahed-136 ของอิหร่านเอง แต่ปรับปรุงให้มีราคาถูกและแม่นยำสูงขึ้นด้วย AI จากระบบ Claude ที่ช่วยระบุพิกัดเป้าหมายแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังใช้ขีปนาวุธ Tomahawk กว่า 500 ลูก ยิงจากเรือพิฆาต 14 ลำในกองเรือที่ 5 และเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และ USS Gerald R. Ford ในทะเลอาหรับ การโจมตีในวันที่ 1 มี.ค. ยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดย B-2 Spirit ได้ทิ้งระเบิดนำวิถีขนาด 2,000 ปอนด์ลงบนฐานขีปนาวุธบัลลิสติกในเคอร์มันชาห์และกอม ทำให้อิหร่านสูญเสียขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธไกลเกือบทั้งหมด ตามที่หน่วยบัญชาการทหารสหรัฐภาคกลาง หรือ CENTCOM รายงาน Operation True Promise IV อิหร่านโต้กลับส่ง 420 ขีปนาวุธสู่ 9 ประเทศ ในฝั่งอิหร่าน การตอบโต้เกิดขึ้นทันทีภายใต้ปฏิบัติการชื่อ "Operation True Promise IV" โดยยิงขีปนาวุธและโดรนประมาณ 420 ลูก พุ่งเป้าไปที่ 9 ประเทศ ได้แก่ อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน คูเวต จอร์แดน อิรัก และแม้แต่ไซปรัส ซึ่งมีฐานทัพอังกฤษประจำการอยู่ จากข้อมูลของ IRGC ระบุว่าร้อยละ 39 ของการโจมตีมุ่งเป้าไปยังอิสราเอล ร้อยละ 40 ไปยัง UAE และร้อยละ 11 ไปยังกาตาร์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นรวมถึงการโจมตีสนามบินนานาชาติดูไบและโรงแรม Burj Al Arab ใน UAE ซึ่งทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนและบาดเจ็บกว่า 20 คน ในอิสราเอล ขีปนาวุธตกในพื้นที่พักอาศัยเมืองเทลอาวีฟและเบอิตเชเมช ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน ซึ่งรวมถึงเด็กและพลเรือน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 100 คน นอกจากนี้ อิหร่านยังพยายามโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ในทะเลอาหรับ แต่ CENTCOM ยืนยันว่าขีปนาวุธไม่สามารถเข้าใกล้เป้าหมายได้ เนื่องจากระบบป้องกันสามารถสกัดกั้นได้เกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การโจมตีบางส่วนทะลุผ่าน ทำให้มีผู้บาดเจ็บในบาห์เรนและคูเวต ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ด้านความสูญเสียและผลกระทบต่อมนุษยธรรม เพนตากอนยืนยันว่ามีทหารสหรัฐเสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บสาหัส 5 คนจากเหตุระเบิดในฐานทัพในอิรัก ขณะที่อิสราเอลรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน รวมพลเรือนและทหาร ฝั่งอิหร่านรายงานยอดผู้เสียชีวิตเบื้องต้นกว่า 201 คน ซึ่งรวมเด็กนักเรียนกว่า 100 คนจากเหตุโจมตีโรงเรียนหญิงในมินาบและสนามกีฬาในลาเมิร์ด ตามข้อมูลจาก Iranian Red Crescent ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย มีรายงานว่าประชาชนชาวอิหร่านในหลายพื้นที่ เช่น กรุงเตหะราน คาราจ และอิสฟาฮาน ออกมาเฉลิมฉลองบนท้องถนนหลังทราบข่าวการเสียชีวิตของคาเมเนอี แม้จะถูกเจ้าหน้าที่ IRGC เข้าปราบปรามอย่างรุนแรงก็ตาม รัฐบาลอิหร่านประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 40 วัน และสั่งตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลและป้องกันการลุกฮือ โดย NetBlocks ยืนยันว่าอินเทอร์เน็ตในอิหร่านดับสนิทกว่าร้อยละ 90 ตั้งแต่วันโจมตี "แนวรบที่มองไม่เห็น" สงครามไซเบอร์–การเงิน นอกจากสงครามทางกายภาพ สหรัฐฯ ยังดำเนินปฏิบัติการสงครามไซเบอร์และจิตวิทยาควบคู่กัน โดย Cyber Command ของสหรัฐฯ ได้ส่งข้อความโดยตรงถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ IRGC และกองกำลังความมั่นคง เพื่อชักชวนให้แปรพักตร์ โดยระบุว่าชีวิตและครอบครัวของพวกเขาขึ้นอยู่กับการสนับสนุนความต้องการของประชาชน พล.ท.ชาร์ลส์ แอล. มัวร์ จูเนียร์ อดีตผู้บัญชาการ Cyber Command เผยว่ามีการสื่อสารเพื่อให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ตระหนักว่าระบอบการปกครองเดิมกำลังจะจบสิ้น และควรเลิกสนับสนุนผู้นำที่กดขี่ประชาชน นอกจากนี้ ยังมีรายงานการขัดขวางระบบการเงินดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซีของอิหร่านที่ใช้สนับสนุนกลุ่มตัวแทน เช่น การแฮกบัญชีบิตคอยน์ของ IRGC ทำให้สูญเสียมูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์ Jerusalem Post เรียกการโจมตีไซเบอร์ครั้งนี้ว่าเป็น "การโจมตีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์" และส่งผลกระทบลามไปสู่การโจมตีเรือขนน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งเกือบแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินจาก Bloomberg ระบุว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันร้อยละ 20 ของโลก จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงในระยะสั้น และหากสงครามยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและช็อกเศรษฐกิจโลก ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในสภาวะเสี่ยง โดยดัชนีดาวโจนส์ร่วงกว่า 1,000 จุดในวันที่ 28 ก.พ. นักลงทุนแห่เข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 5,394 ดอลลาร์/ออนซ์ และ บิตคอยน์ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ในวันเดียว เนื่องจากถูกมองเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โลกแบ่งขั้ว รัสเซีย–จีนประณาม EUหนุนป้องกันนิวเคลียร์ ปฏิกิริยาจากนานาชาติแตกแยกอย่างสิ้นเชิง รัสเซียและจีนออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของสหรัฐฯ และ อิสราเอล อย่างรุนแรง โดย ปธน.ปูติน ระบุว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของอิหร่านและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ขณะที่ ปธน.สี จิ้นผิง เรียกร้องให้ UNSC ประชุมฉุกเฉินเพื่อหยุดยั้งการรุกราน อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี เรียกร้องให้มีการกลับมาเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอีกครั้ง และประณามการโจมตีประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคของอิหร่าน นายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ ปธน.แอมานุเอล มาครง ของฝรั่งเศส และ นายกฯ ฟรีดริช เมอร์ซ ของเยอรมนี กล่าวในแถลงการณ์ว่า ประเทศของพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจมตีอิหร่าน แต่กำลังจับตาอย่างใกล้ชิดต่อสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และ พันธมิตรในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ประเทศเพื่อนบ้านอิหร่านอย่างซาอุดีอาระเบียและ UAE ซึ่งพยายามรักษาความเป็นกลางในตอนแรก แต่หลังถูกอิหร่านโจมตีใส่พลเรือน ทำให้เริ่มส่งสัญญาณพร้อมใช้มาตรการปกป้องตนเองโดยตรง โดยซาอุดีอาระเบีย ได้ยิงสกัดกั้นขีปนาวุธเหนือริยาดและดัมมัม และมีการประท้วงพยายามบุกรุกสถานกงสุลสหรัฐฯ ในปากีสถานและอิรักเพื่อตอบโต้การสังหารคาเมเนอี แนวรบตัวแทน เลบานอน–ทะเลแดง ในวันนี้ (2 มี.ค.2569) ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของปฏิบัติการ การโจมตียังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยสหรัฐฯ และ อิสราเอล ประกาศว่าบรรลุการควบคุมทางอากาศเหนือน่านฟ้าอิหร่านแล้ว ต่อจากนี้สามารถโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในประเทศได้มากขึ้น รวมถึงฐานทัพในแทบริซและมาชฮัด กลุ่มติดอาวุธเฮซบอลลาห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของอิหร่าน ได้ยิงจรวดกว่า 200 ลูกเข้าไปในอิสราเอลเหนือ และประกาศพร้อมเผชิญหน้ากับ สหรัฐฯ และ อิสราเอล ทำให้อิสราเอลตอบโต้ด้วยการทิ้งระเบิดในกรุงเบรุตและทางใต้ของเลบานอน ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นกว่า 10,000 คน กลุ่มฮูตีในเยเมนยังประกาศกลับมาดำเนินการในทะเลแดง โดยโจมตีเรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารจาก JINSA และ FDD Action ชี้ว่าการโจมตีทางอากาศแม้จะทำลายขีดความสามารถทางทหารได้ แต่การเปลี่ยนแปลงระบอบอย่างยั่งยืนขึ้นอยู่กับประชาชนภายใน ปัจจุบันอิหร่านตั้งสภาบริหารชั่วคราวนำโดย อยาตอลลาห์ อาลีเรซา อาราฟี และ ปธน.มาซูด เปเซชเคียน เพื่อประคองสถานการณ์ ทว่าอนาคตยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เนื่องจาก IRGC ยังฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจและความมั่นคง คำเตือนจากทรัมป์ยังกึกก้องว่า สหรัฐจะไม่หยุดจนกว่าวัตถุประสงค์ทั้งหมดจะบรรลุ และหากอิหร่านยังเลือกความรุนแรง ก็จะพบกับพลังทำลายล้างที่รุนแรงยิ่งขึ้น วอชิงตัน "เสียงแตก" การโจมตีนี้ยังจุดประกายการถกเถียงในสหรัฐฯ โดยสมาชิกสภาคองเกรสจากทั้ง 2 พรรคเรียกร้องให้ใช้กฎหมายจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการส่งกองทัพเข้าสู่การสู้รบ โดยต้องให้สภาคองเกรสมีบทบาทกำกับและอนุมัติเพื่อให้สภาอนุมัติการทำสงครามอย่างเป็นทางการ ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตวิจารณ์ว่าทรัมป์ประมาท แต่ฝั่งรีพับลิกันสนับสนุนเต็มที่ โดยอ้างถึงภัยคุกคามนิวเคลียร์จากอิหร่าน การสำรวจความคิดเห็นจาก NPR องค์กรสื่อสาธารณะของสหรัฐฯ แสดงว่าชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 45 สนับสนุนปฏิบัติการนี้ ขณะที่ร้อยละ 55 กังวลว่าจะนำไปสู่สงครามโลก ในอิสราเอล นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ประกาศว่า "นี่คือชัยชนะทางประวัติศาสตร์" แต่มีเสียงประท้วงจากฝ่ายซ้ายที่กลัวการลุกลาม ในอิหร่าน แม้รัฐบาลจะพยายามควบคุม แต่มีรายงานการประท้วงในหลายเมือง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและสตรีที่ต่อต้านระบอบอยาตอลลาห์มานาน การเปลี่ยนแปลงภายในอาจเกิดขึ้นหาก IRGC อ่อนแอลงต่อเนื่อง ที่มาข้อมูล : U.S. Central Command , Jinsa อ่านข่าวอื่น : นายกฯ อังกฤษ เผยตอบรับให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโจมตีเชิงป้องกันขีปนาวุธอิหร่าน นัด กกต.5 มี.ค.นี้ ให้ปากคำกองปราบ ปมแจ้งความภาคประชาชน กองปราบฯจับ "อาจารย์ต้น" อ้าง "ลด ละ กรรม" ได้ ผู้เสียหาย 14 คน เสียหายรวม 15 ล้านบาท