5 เรื่องราวสะท้อนระบอบการปกครองของ "อิหร่าน"

ระบอบการปกครองของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเป็นระบบ "เทวาธิปไตย" (Theocracy) ที่ผสานศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์เข้ากับโครงสร้างรัฐสมัยใหม่ เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ซึ่งล้มล้างราชวงศ์ปาห์ลาวีและสถาปนาระบอบใหม่ภายใต้หลัก "การปกครองโดยนักนิติศาสตร์อิสลาม" (Velayat-e Faqih) ผู้นำสูงสุด (Supreme Leader) มีอำนาจสูงสุดเหนือทุกสถาบัน ขณะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาแม้จะมีอยู่ แต่ถูกจำกัดและควบคุมอย่างเข้มงวดโดยสภาผู้พิทักษ์และกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบอบนี้ถูกวิจารณ์จากนานาชาติว่าเป็นเผด็จการทางศาสนาที่ปราบปรามเสรีภาพ โดยเฉพาะสิทธิสตรีและผู้เห็นต่าง ขณะเดียวกันก็ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษนิยมภายในและพันธมิตรในภูมิภาค เว็บไซต์ Realclear Policy ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผย 5 เรื่องราวที่สะท้อนลักษณะเด่นของระบอบการปกครองอิหร่านในปัจจุบัน 1.ผู้นำสูงสุด กุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ระบอบการปกครองของอิหร่านนำโดยผู้นำสูงสุดผู้นำสูงสุดคนล่าสุดคือ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 1989 จนเสียชีวิตในวันที่ 28 ก.พ.2569 ผู้นำสูงสุดมีหน้าที่กำกับดูแลกองทัพ รวมถึงกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ทรงอิทธิพล แต่งตั้งหัวหน้าฝ่ายตุลาการ และควบคุมสื่อของรัฐ รวมถึงการแต่งตั้งสมาชิกครึ่งหนึ่งของสภาผู้พิทักษ์ (6 คน) ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบผู้สมัครรับเลือกตั้งและสามารถยับยั้งกฎหมายของรัฐสภาได้ และสมาชิกของสภาพิจารณาความเหมาะสม ซึ่งทำหน้าที่แก้ไขข้อพิพาททางกฎหมายและให้คำแนะนำด้านนโยบาย อำนาจของประธานาธิบดีอิหร่าน ซึ่งได้รับเลือกจากการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยเป็นเพียงในนามเท่านั้น มีจำกัดอย่างมาก เนื่องจากนโยบายและการแต่งตั้งต้องได้รับการอนุมัติจากผู้นำสูงสุด ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้นำสูงสุดมีอำนาจควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ 2.IRGC ครอบงำการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอิหร่าน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ตั้งขึ้นหลังการปฏิวัติปี 1979 โดย อยาตอลลาห์ รูฮอลลาห์ โคมัยนี ผู้นำสูงสุดคนแรก เพื่อปกป้องสาธารณรัฐอิสลามและการปฏิวัติของประเทศ ต่อมาขยายอิทธิพลไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยบังคับใช้กฎหมายศาสนาอย่างเคร่งครัด นำไปสู่การประท้วงอย่างกว้างขวาง IRGC ทรงอิทธิพลทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน IRGC สามารถเข้าบริหารจัดการโครงการสำคัญ ๆ เช่น แหล่งก๊าซ South Pars และ "ท่อส่งก๊าซสันติภาพ หรือ Peace Pipeline" ไปยังปากีสถานและอินเดีย ขณะที่บริษัท Etemad Mobin ซึ่งเป็นเครือข่ายของ IRGC ได้เข้าถือหุ้นร้อยละ 51 ในบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน 3.หนุนกลุ่มผู้ก่อการร้ายด้วยเงินและอาวุธ รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศว่าอิหร่านเป็น "ประเทศที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้ายรายใหญ่ที่สุด" ในฐานะผู้นำของกลุ่มต่อต้านอเมริกาและอิสราเอลที่เรียกว่า "แกนแห่งการต่อต้าน" อิหร่านให้เงินสนับสนุนเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธและกลุ่มก่อการร้ายเพื่อปฏิบัติการในภูมิภาคและทั่วโลก รวมถึงการสนับสนุนทางการเงินและโลจิสติกส์จำนวนมากแก่เฮซบอลลาห์ ประมาณ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี ทำให้เฮซบอลลาห์สามารถรักษาคลังอาวุธขนาดใหญ่และดำเนินการในเลบานอนและซีเรียได้ อิหร่านให้การสนับสนุนฮามาสและกลุ่มญิฮาดอิสลามปาเลสไตน์ด้วยอาวุธและเงินทุน เสริมศักยภาพในการโจมตีอิสราเอลในอิรัก และยังสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ เช่น คาตาอิบ เฮซบอลลาห์ ด้วยอาวุธที่ทันสมัยและการฝึกฝน ขณะที่ในเยเมน อิหร่านจัดหาอุปกรณ์ขั้นสูง รวมถึงโดรน ให้แก่กลุ่มกบฏฮูตี นอกจากนี้ อิหร่านยังเชื่อมโยงกับกิจกรรมก่อการร้ายในบาห์เรน อินเดีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา 4.ละเมิดสิทธิมนุษยชน จับกุม-ประหารผู้ประท้วง ปี 2022 รัฐบาลอิหร่านประหารชีวิตประชาชนไป 582 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 75 จากปีก่อนหน้า โดยคำตัดสินประหารชีวิตเกิดขึ้นหลังจากการประท้วง ประชาชนประมาณ 20,000 คน รวมถึงเด็กหลายพันคน ถูกควบคุมตัวระหว่างการชุมนุมประท้วง ซึ่งเป็นการประท้วงต่อการเสียชีวิตของ "มาห์ซา อามินี" หญิงสาวที่เสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัวโดยตำรวจ ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีเด็กอย่างน้อย 44 คนที่ถูกสังหารโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัย รายงานเกี่ยวกับการทรมานและการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมระหว่างการจับกุมและการสอบสวนมีอยู่ทั่วไป สภาพในเรือนจำที่เลวร้าย รัฐบาลปราบปรามคนที่มีความคิดเห็นต่าง โดยการมุ่งเป้าไปที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักข่าว และนักกิจกรรม คนเหล่านี้ถูกนำตัวไปสู่การพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรมและจำคุกเป็นเวลานาน ทางการยังบังคับใช้กฎหมายฮิญาบอย่างเข้มงวดและปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเพื่อควบคุมการประท้วง ขณะเดียวกันก็ใช้เทคโนโลยีการเฝ้าระวังเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย 5.อิหร่านสะสมยูเรเนียมกว่า 1,440 กก. ต้นปี 2024 อิหร่านขยายขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างมีนัยสำคัญ โดยสะสมยูเรเนียมได้มากกว่า 1,440 กิโลกรัม ปริมาณดังกล่าวจะทำให้อิหร่านสามารถผลิตยูเรเนียมเกรดอาวุธได้อย่างรวดเร็วหากต้องการ ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ลดความสามารถของผู้ตรวจสอบระหว่างประเทศในการตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของตน ทำให้เกิดความลับมากขึ้นในช่วงเวลาที่ตึงเครียด อ่านข่าวอื่น : 72 ชม.เขย่าตะวันออกกลาง เรารู้อะไรบ้างจากการโจมตี "อิหร่าน" ของสหรัฐฯ-อิสราเอล ซาอุฯ ประณาม "อิหร่าน" ขี้ขลาด ส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดประเทศ เจาะลึกประวัติศาสตร์ "อิหร่าน" จากมหาจักรวรรดิเปอร์เซียสู่สมรภูมิเทวาธิปไตย