วันนี้ (4 มี.ค.2569) เข้าสู่วันที่ 4 ของการโจมตีทางอากาศในอิหร่าน โดยเฉพาะในกรุงเตหะราน ที่ยังคงพบเห็นกลุ่มควันพวยพุ่งพร้อมเสียงระเบิดดังกึกก้องแทบทั้งวัน สถานการณ์ความไม่สงบทำให้บรรยากาศตามท้องถนนในกรุงเตหะรานเงียบเหงา ผู้คนและรถยนต์ค่อนข้างบางตากว่าปกติ เช่นเดียวกับรานค้าต่าง ๆ ที่ปิดทำการ สภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่าน ระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีในช่วง 4 วัน เพิ่มเป็นอย่างน้อย 787 คน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขอิหร่าน พาสื่อมวลชนดูความเสียหายของโรงพยาบาล ซึ่งทางการอิหร่าน ชี้ว่าเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ในกรุงเตหะราน ที่ถูกโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ด้านโฆษกกองทัพอิสราเอล ระบุว่า ยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวานนี้ (3 มี.ค.) ได้สังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังคุดส์ที่ดูแลกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอน รวมทั้งทำลายศูนย์บัญชาการนิวเคลียร์ลับแห่งหนึ่งที่มีชื่อมิน ซาดาอี ซึ่งที่ตั้งบางส่วนอยู่ใต้ดินของกรุงเตหะราน ยอดชาวเลบานอนอพยพหนีสู้รบเพิ่มเป็น 30,000 คน นอกจากอิหร่านแล้ว อิสราเอลยังเดินหน้าโจมตีอีกแนวรบที่เลบานอน โดยเมืองซิดอน เมืองท่าสำคัญเสียหายอย่างหนักหลายจุด หลังกองทัพอิสราเอลเปิดการโจมตีโดยไม่ได้แจ้งเตือน แต่ต่อมาได้ออกคำสั่งอพยพประชาชนในย่านฮาเร็ตก่อนการโจมตีต่ออีกครั้ง อ้างว่าเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของกลุ่มเฮซบอลลาห์ พร้อมระบุว่าได้ส่งทหารภาคพื้นดินเข้าสู่พื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนแล้ว ขณะที่การโจมตีย่านชานเมืองของกรุงเบรุตยังดำเนินไปตลอดทั้งเมื่อวานนี้ (3 มี.ค.) ซึ่งเครื่องบินพาณิชย์ที่ยังคงขึ้น-ลงที่เมืองแห่งนี้ แม้เต็มไปด้วยกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาหลายจุด โดยทางการเลบานอน เปิดเผยว่า การโจมตีของอิสราเอล ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วประเทศแล้วอย่างน้อย 40 คน บาดเจ็บ 200 คน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ชาวเลบานอนในหลายพื้นที่ต้องพลัดถิ่นฐานออกมาเพื่อความปลอดภัย หลายคนอาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิงชั่วคราวในโรงเรียน ขณะที่หลายพันคนเลือกเดินทางข้ามแดนไปยังซีเรีย หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ยอดชาวเลบานอนที่ต้องอพยพหนีการสู้รบเพิ่มเป็น 30,000 คน ตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมา และคาดว่าตัวเลขอาจเพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ หลังประเมินแล้วว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ชาวอเมริกันออกจากตะวันออกกลาง เกือบ 9,000 คน เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เกิดเหตุโดรนโจมตีบริเวณลานจอดรถใกล้กับสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ ที่นครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่าเกิดเพลิงไหม้เล็กน้อย แต่ควบคุมสถานการณ์ได้ และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการออกคำเตือนอพยพชาวอเมริกันออกจาก 14 ประเทศทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังอยู่ในความเสี่ยงสูง พร้อมทั้งสั่งปิดสถานทูตและอพยพเจ้าหน้าที่ทางการทูตบางแห่งแล้ว เช่นที่จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย เลบานอนและคูเวต ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ขณะนี้ชาวอเมริกาเกือบ 9,000 คน เริ่มเดินทางออกจากตะวันออกกลางแล้ว ส่วนอีก 1,500-1,600 คนร้องขอความช่วยเหลือในการอพยพ ซึ่งทางการยังดำเนินการตามแผนที่เตรียมไว้อย่างต่อเนื่องตลอด 72 ชั่วโมงที่ผ่านมา พร้อมทั้งเรียกร้องให้ชาวอเมริกันที่ยังอยู่ในภูมิภาค ติดตามข้อมูลจากทางการอย่างใกล้ชิดและบันทึกช่องทางติดต่อกับทางการไว้ อ่านข่าว : เลขาฯนาโต ชื่นชมปฏิบัติการสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่าน ยืนยันพันธมิตรไม่เข้าร่วม สภาพอากาศวันนี้ เตือน "พายุฤดูร้อน" เหนือ-อีสาน-ตะวันออก ฝนฟ้าคะนอง ลมแรง จับสำเร็จ “เสือโคร่งปิ่น” เคลื่อนย้ายคืนป่าห้วยขาแข้ง