จับตาคลังแสงสหรัฐฯ ร่อยหรอ สวนทาง "ทรัมป์" โวสู้รบได้ตลอดกาล

วันนี้ (4 มี.ค.2569) สัปดาห์ที่แล้ว มีข้อมูลรั่วไหลจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ถูกสื่อท้องถิ่นนำมาตีข่าว เกี่ยวกับขีดความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ หากปฏิบัติการ Epic Fury ยืดเยื้อนานเกินคาด หรือแม้แต่เกิน 10 วัน ขีปนาวุธหลักในคลังอาจร่อยหรอลงอย่างมีนัยสำคัญ จนถึงขณะนี้ ท่าทีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงสับสนและกลับไปกลับมา หลังจากเคยระบุว่าจะทำสงครามให้เสร็จภายใน 4-5 สัปดาห์ แต่ก็ทิ้งท้ายว่าอาจยาวนานกว่านั้นได้ โดยมีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมได้แจ้งต่อ ปธน.ทรัมป์ แล้วว่า การยืดเวลาปฏิบัติการในอิหร่านออกไปอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงมหาศาล รวมถึงการสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลเพื่อเติมคลังขีปนาวุธที่ถูกใช้ไปอย่างหนัก ข้อมูลจากกองบัญชาการกลาง (CENTCOM) ของสหรัฐฯ ชี้ว่า กองทัพใช้ระบบอาวุธมากกว่า 20 ชนิดในการปฏิบัติการต่ออิหร่าน ทั้งทางอากาศ ทางทะเล ทางบก และระบบป้องกันขีปนาวุธ การโจมตีจนถึงเมื่อวานนี้สำเร็จกว่า 1,250 เป้าหมาย โดยใช้เครื่องบินทั้งจากกองทัพอากาศและกองทัพเรือ เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 และ B-2 เครื่องบินขับไล่ F-15, F-22, F-35 รวมถึงระบบป้องกันขีปนาวุธและโดรนหลากหลายรุ่นที่ถูกระดมมาใช้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า อาวุธที่จะร่อยหรอจากคลังก่อนใครคือ ยุทโธปกรณ์ระดับสูงที่มีความแม่นยำและจรวดสำหรับระบบป้องกันขีปนาวุธ เช่น ระบบ THAAD ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือนในการผลิต ประกอบ ทดสอบ ขนส่ง และติดตั้ง ต้นทุนต่อระบบสูงถึง 1,000-1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนยุทโธปกรณ์อื่นที่มีแนวโน้มขาดแคลน ได้แก่ ชุดอุปกรณ์นำวิถี JDAM ที่ใช้ GPS แปลงระเบิดธรรมดาให้มีความแม่นยำสูง อาวุธเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการสกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่าน โดยระบบ THAAD ตามข้อมูลจากบริษัทผลิตอาวุธของสหรัฐอเมริกา ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) เมื่อกลางปีที่แล้ว มีติดตั้งทั่วโลกเพียง 9 ระบบ และผลิตใหม่ได้ยาก ทางออกคือโยกย้ายจากจุดอื่นมาประจำการในตะวันออกกลาง ระบบ Patriot และ SM-6 ที่เคยช่วยยูเครนและอิสราเอล อัตราการผลิตปัจจุบันไม่สามารถทดแทนการใช้งานวันละ 100-1,000 นัด เพื่อสกัดขีปนาวุธหรือโดรนจากอิหร่านได้ทัน เว้นแต่โยกย้ายจากสมรภูมิอื่น สถานการณ์ปัจจุบันคือ ระบบป้องกันที่ออกแบบสำหรับภัยรุนแรง กลับถูกสิ้นเปลืองกับการสกัดการโจมตีระดมยิงจากอิหร่าน คลังแสงสกัดกั้นล้ำสมัยค่อย ๆ หมดลง พร้อมต้นทุนมหาศาล การยิงสกัดแต่ละครั้งอาจใช้เงินหลักแสนถึงหลักล้านดอลลาร์ เพื่อทำลายขีปนาวุธที่ต้นทุนเพียงไม่กี่พันดอลลาร์ สอดคล้องกับความเห็นของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ระบุว่าอิหร่านมีความสามารถผลิตอาวุธในปริมาณมากกว่าสหรัฐฯ และพันธมิตร โดยผลิตขีปนาวุธมากกว่าเดือนละ 100 ลูก ขณะที่สหรัฐฯ ผลิตระบบสกัดกั้นได้เพียง 6-7 ชุด/เดือน อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลเหล่านี้สวนทางกับท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ปธน.ทรัมป์ ยืนกรานว่าคลังแสงสหรัฐฯ ไม่เคยมีมากหรือดีเท่านี้มาก่อน มีอาวุธให้ใช้ได้เรื่อย ๆ ไม่จำกัด สหรัฐฯ สามารถทำสงครามไปได้ "ตลอดกาล" อย่างสวยงามด้วยยุทโธปกรณ์เหล่านี้ แต่ในศึกครั้งนี้ สหรัฐฯ ได้เปิดตัวโดรนใหม่ LUCAS หรือระบบโจมตีทางอากาศไร้คนขับต้นทุนต่ำ ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อแก้เกมอาวุธราคาถูกของศัตรู เช่น โดรนชาฮีดของอิหร่าน และลดภาระระบบราคาแพงอย่าง Patriot หรือ THAAD ราคาโดรน LUCAS แบบใช้แล้วทิ้งต่ำกว่าโดรนพิฆาตหรือขีปนาวุธหลายสิบถึงร้อยเท่า และถูกนำลงสนามจริงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลสหรัฐฯ ถือสิทธิบัตรและใช้วิธีจ้างผลิต แต่ถึงแม้จะปรับแนวทางการรบ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าศึกครั้งนี้สหรัฐฯ ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ประมาณการว่าใน 24 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ สหรัฐฯ ทุ่มเงินไปแล้ว 779 ล้านดอลลาร์ ไม่รวมอีก 630 ล้านดอลลาร์ที่ใช้เตรียมความพร้อมก่อนโจมตี หากการเผชิญหน้าที่ยังไม่จบง่าย ๆ ตามที่ทรัมป์คาด คำถามสำคัญคือ สหรัฐฯ จะแบกรับสงครามราคาแพงนี้ไปได้อีกนานเพียงใด อ่านข่าวอื่น : "ครม.อนุทิน 2" โจทย์ใหญ่รับมือสถานการณ์โลก "อิสราเอล" ขู่กำจัดคนขึ้นนั่งผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ นายกฯ สเปน โต้ "ทรัมป์" ลั่นไม่เอาสงคราม