สืบ “สารหนู” ในคนลุ่มน้ำกก นักวิชาการเสนอแผนความเสี่ยง สุขภาพ-สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ

หลังการเผยแพร่งานวิจัย ม.แม่ฟ้าหลวง ผลการเก็บตัวอย่างเล็บของชาวบ้านพบค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน จำนวน 16 คน บริเวณหมู่บ้านที่อาศัยริมแม่น้ำกก บริเวณต้นน้ำ ใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และ 3 ตำบล กลางน้ำและปลายน้ำก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง จ.เชียงราย ได้สร้างความกังกลให้กับหลายฝ่าย และจังหวัดเชียงรายได้เรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลพร้อมกับนำเสนอข้อมูลเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่ระบุชัดว่า สารหนูมาจากแหล่งกำเนิดไหน อ่านเพิ่มเติม : นักวิชาการพบ "สารหนู" ในกลุ่มตัวอย่างคนริมน้ำกก หลังตรวจเล็บ-เส้นผม www.thaipbs.or.th/news/content/502579 ทีมข่าวไทยพีบีเอสภาคเหนือได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านที่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน พบปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นสาเหตุของการพบสารหนูในเล็บในกลุ่มตัวอย่าง 90 คนชาวบ้านริมแม่น้ำกก บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงรายเป็นหมู่บ้านปลายแม่น้ำกกที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรมและหาปลาเป็นอาชีพหลัก ชาวบ้านที่ถูกเก็บตัวอย่างเล็บ เปิดเผยกับไทยพีบีเอสว่าตัวเองหาปลาบริเวณปากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงและแม่น้ำกก ตอนนี้ปลาลดลงตั้งแต่สร้างท่าเรือเชียงแสนก่อนหน้าที่จะข่าวตรวจพบหาสารพิษในแม่น้ำกก (เม.ย. 69 ) ในอดีตหมู่บ้านเป็นแหล่งปลาชุกชุมเพราะเป็นบ้านปากแม่น้ำกก (สบกก) ไหลลลสู่แม่น้ำโขง เป็นแหล่งปลาอุดมสมบูรณ์ แหล่งปลูกยาสูบและน้ำท่วมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำ นับตั้งแต่สำรวจและการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสน (ปี 2550 ) บริเวณปากแม่น้ำกก เกือบ 400 กว่าไร่ปลาก็ลดลง ชาวบ้านเล่าย้อนอีกว่าในอดีตหมู่บ้านสบกก เป็นแหล่งปลูกและทำยาสูบสำคัญ เคยมีการใช้สารเคมีจำนวนมากในการปลูกและใช้ถ่านหินลิกไนต์บ่มยาสูบโดยโรงงานตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน และเลิกกิจการเมื่อปี 2549 ช่วงที่มีการสำรวจทำท่าเรือเชียงแสน ปัจจุบันชาวบ้านสบกกส่วนใหญ่และตัวเองเปลี่ยนมาปลูกข้าวโพด และพืชสวนครัวริมแม่น้ำกก และใช้สารเคมีทางการเกษตรเช่น พ่นยาคลุมหญ้า เดือนละประมาณ 1 -2 ครั้ง ส่วนชาวบ้านคนอื่นที่ทำการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวโพด รอบๆหมู่บ้าน มีการใช้สารเคมี 3-4 ครั้งต่อการปลูกหนึ่งรอบเก็บเกี่ยว เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแหล่งน้ำในการเกษตร และใช้ในชีวิตประจำวัน ชาวบ้านบอกว่าน้ำที่ใช้น้ำอุปโภค เช่น การอาบ ล้างจะใช้น้ำประปาหมู่บ้าน ส่วนน้ำที่ใช้ดื่ม บริโภคคือน้ำบรรจุขวด ที่ซื้อมากว่า 20 ปีแล้ว ขณะที่ภาคการเกษตรจะใช้น้ำจากแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำหลัก ขณะที่ชาวประมงที่หาปลา จะต้องลงน้ำเป็นปกติและกินปลาเป็นประจำเช่นเดียวกัน ชาวบ้านสบกก ยังกล่าวว่าหลังมีข่าวตรวจพบสารพิษในแม่น้ำกก หน่วยงานด้านนสาธารณสุขลงมาตรวจสุขภาพ ชาวบ้านอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยครั้งแรกตรวจปัสสาวะ ซึ่งผลตรวจยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ และครั้งที่สองมาตรวจเล็บ โดยนักวิจัยได้ขอให้ตัดเล็บผ่านทางประธานอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในหมู่บ้านเข้ามาเก็บตัวอย่างเล็บ ซึ่งผลการตรวจของตัวเองพบสารหนูเกือบเกินค่ามาตรฐาน ขณะที่คนในหมูบ้าน จำนวน 6 คนพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน การตรวจพบสารหนู ตัวเองลงแม่น้ำหาปลา กินปลา และใช้สารเคมีทางเกษตร ตอนนี้จึงไม่รู้ว่ารับสารพิษจากไหน ด้านนายมนัสชัย ใจแดง ผู้ใหญ่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย กล่าวว่าปกติน้ำที่ชาวบ้านบริโภคจะซื้อน้ำจากโรงงานน้ำดื่ม ส่วนน้ำอุปโภคเป็นน้ำบาดาลใต้ดินขุดลึกประมาณ 50 เมตร ช่วงน้ำไม่พอใช้จะสูบน้ำจากแม่น้ำโขง บริเวณปากแม่น้ำกกมาใช้ ชาวบ้านเลิกใช้น้ำจากแม่น้ำโขงเมื่อมีข่าวตรวจพบสารหนูในแม่น้ำกกเมื่อเดือน เม.ย.68 ที่ผ่านมาหน่วยงานด้านสาธารณสุขจะมาตรวจน้ำประปาและแม่น้ำโขง หน่วยงานบอกว่า แม่น้ำโขงมีสารพิษบางครั้งเกินและบางครั้งไม่เกิน น้ำบาดาลหมู่บ้านที่ตรวจเกินค่ามาตรฐานอาจเพราะเครื่องกรองไม่ค่อยจะดี และพบสารตะกั่วในน้ำ ส่วนการตรวจเล็บที่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานจำนวน 6 คนในหมู่บ้าน ตัวเองจึงไม่แน่ใจว่าเกิดจากน้ำประปาหรือไม่ ขณะเดียวกันชาวบ้านก็ไม่ได้ดื่มหรือกินน้ำประปาหมู่บ้าน ชาวบ้านหาปลา ทำการเกษตร โดยทำเป็นอาชีพทั้งสองอย่าง จึงไม่รู้ว่าสารพิษมาจากแม่น้ำหรือสารเคมีทางการเกษตร หรือประปา ผู้ใหญ่บ้านสบกก กล่าวว่าตอนนี้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจหาแหล่งที่มาของสารพิษให้แน่ชัดอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง เพราะตอนนี้ชาวบ้านมีความกังวล โดยอยากให้มาแก้ให้เร็วที่สุดคือน้ำประปาของหมู่บ้านเพราะชาวบ้านจะต้องใช้น้ำทุกวัน เพราะศักยภาพของชุมชนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อย่างน้อยก็ต้องมีการกรองสารพิษก่อนแจกจ่ายไปใช้ในครัวเรือน หมู่บ้านริมแม่น้ำกกในตำบลดงมหาวัน อ.เวียงรุ้ง จ.เชียงราย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่มีการเก็บตัวอย่างเล็บ ชาวบ้าน ต.ดงมหาวันเปิดเผยว่าทีม วิจัยได้มาเก็บตัวอย่างเล็บเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมาของคนในหมู่บ้าน 10 คน แต่ตัวเองเป็น 1 ใน 2 คนที่ตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ต่อมาทางสาธารสุขจังหวัดเชียงรายได้มาสอบสวนโรคและบอกว่าสารหนูไม่เกินค่ามาตรฐาน ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าสารหนูมาจากไหน ? ชาวบ้าน ต.ดงมหาวันได้ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อนำน้ำประปาและปลาไปตรวจทุกเดือนซึ่งผลก็อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่เกินค่ามาตรฐาน ตัวเองไม่ได้ลงแม่น้ำกกมาเป็นปีนับตั้งแต่ตรวจพบเพราะกลัวสารพิษ และปลาก็ไม่ได้กิน ตัวเองมีอาชีพเกษตรกรรมปลูกข้าวโพด กว่า 40 ไร่ มานานกว่า 15 ปีใกล้กับแม่น้ำกกและสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรเป็นบางครั้ง แม้ปัจจุบันมีการใช้โดรนฉีดพ่นสารเคมีแทน แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้จะต้องลงแปลงเกษตรหลังพ่นยา บางครั้งก็ต้องผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเอง ส่วนน้ำที่ใช้ในการเกษตรปัจจุบันได้ใช้น้ำบาดาลแทน แต่บ่อน้ำก็อยู่ใกล้แม่น้ำกก รัศมีไม่เกิน 20-30 เมตร เมื่อถามว่าได้มีการป้องกันตัวเองจากสารเคมีอย่างไรบ้าง ? เช่น การสวมถุงถือ หรือหน้ากากหรือไม่ ระหว่างพ่นสารเคมี ชาวบ้านได้ยกมือและเล็บให้ทีมข่าวดูที่ได้เก็บตัวอย่างเล็บไปตรวจ เล็บที่นำไปตรวจ ไม่ได้สวมถุงมือระหว่างผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และนิ้วมือที่เป็นแผลก็มาจากการซ่อมรถ เพราะตัวเองเปิดร้านซ่อมรถด้วย เมื่อสอบถามว่า คาดว่าตัวเองอาจได้รับสารหนูจากไหน ? ชาวบ้าน กล่าวว่าตั้งข้อสังเกตว่าตัวเองอาจได้รับจากการใช้สารเคมีจากการปลูกข้าวโพด หรือ จากแหล่งน้ำอาจมาจากประปาหมู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ใช้ดื่มกิน ส่วนแม่น้ำกกไม่ได้สัมผัสมานานนับปี จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งมาสำรวจหาแหล่งที่มาของสารพิษทางการเกษตร ทีมข่าวยังสำรวจรอบบ้านและร้านซ่อมรถของชาวบ้านที่พบค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ยังพบภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ขณะเดียวกันรอบหมู่บ้านเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดขนาดใหญ่ริมแม่น้ำกก มากกว่า 5 , 000 ไร่ ด้าน ดร.ศิริวรรณ กันติสินธุ์ หัวหน้าอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวอชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.แม่ฟ้าหลวง ทีมคณวิจัย เคยเปิดเผยว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาผลกระทบเบื้องต้นของประชาชนริมแม่น้ำกก มีการเก็บตัวอย่างเส้นผมของเด็กระหว่างอายุ 8 -12 ปี และเก็บตัวอย่างเล็บ อายุ 18 ปีขึ้นไป ผลการศึกษาพบว่าการตรวจพบสารหนูในตัวอย่างเล็บบ่งบอกว่ามีการสัมผัสกับสารพิษเป็นเวลานานระยะหนึ่ง ซึ่งจะคืนข้อมูลให้ชุมชน เพื่อเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้านนายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าหลังทราบคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย ลงพื้นสอบสวนเบื้องต้นใน 3 ตำบลในเชียงราย พร้อมลงเก็บตัวอย่างปัสสาวะชาวบ้านที่ตรวจเล็บพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน เพื่อเฝ้าระวังและหาแหล่งที่มาให้ชัดเจนถึงต้นกำเนิดของการพบสารหนูครั้งนี้ นายแพทย์เอกชัย ยังกล่าวถึงการเฝ้าระวังสารหนูในช่วงที่ผ่านมาของจังหวัดเชียงราย เมื่อเดือน ก.ค.68 เคยมีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงราว 2 พันคน มีกลุ่มเสี่ยงราว 300 คน พบ 7 คนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน พบ 1 คน มีสารหนูอนินทรีย์ที่อันตราย หลังจากนั้นตรวจซ้ำยังพบ 1 คนที่ยังเกินค่า เมื่อสำรวจพื้นที่รอบบ้านและกิจกรรมการเกษตรมีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ส่วนการตรวจพบในเล็บล่าสุด ( 24 ก.พ. 69 ) งานวิจัย ม.แม่ฟ้าหลวงจจำนวน 16 คนที่มีค่าสารหนูเกินค่าจากงานวิจัย ถ้ายึดตามตัวเลของค์การอนามัยโลกจะมีผู้ตรวจพบเกินค่าเพียง 1 คน รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ สกสว.เสนอว่าหลังการตรวจพบควรทำแผนที่ความเสี่ยง โดยนำผู้ตรวจพบลงในแผนที่เพื่อกำหนดพื้นที่เสี่ยง และระบุให้ชัดเจนว่าสารหนูที่ตรวจพบมีค่าเป็นพิษ หรือไม่เป็นพิษ เพื่อเฝ้าระวังในชุมชน สอดคล้องกับ ผศ.ว่าน วิริยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ระบุว่าสารหนูมีในทั้งธรรมชาติ หรือมาจากเหมืองแร่ อาจมาจากหลายแหล่งด้วย ที่ผ่านมามีการเก็บตัวอย่าง น้ำ พืช ปลาในแม่น้ำโขง อ.เชียงของ เห็นด้วยกับการทำแผนที่ความเสี่ยงเฝ้าระวัง กระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ( Health Impact Assessment) ( จากกรณีมีการตรวจพบสารหนูสะสมในเล็บและผมของกลุ่มตัวอย่าง งานวิจัยของทีม มฟล.+มร.ชร.) มีดังนี้ 1.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสุขภาพ 1) รัฐโดยหน่วยงานทางด้านสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรมีการจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพ ( Arsenic contaminate and health risk management) และการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงทางสุขภาพของชุมชน ( Health risk mapping of community) โดย 1.1 การนำเอาข้อมูลกลุ่มเสี่ยงที่มีการตรวจพบสารหนูในร่างกายมาจัดทำแผนการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีการรายงานการปนเปื้อนสารหนู 1.2 ควรจัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่มี (หรืออาจมี) ผลกระทบต่อสุขภาพและระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะที่เป็น ประโยชน์ในการรักษาและสร้างเสริมสุขภาพสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย 2.รัฐควรมีการสื่อสารความเสี่ยงทางสุขภาพที่จำเป็น ( Health risk communication) และเหมาะสมดังนี้ 2.1 การจัดทำสื่อและช่องการสื่อสารความเสี่ยงทางสุขภาพที่เหมาะสมแก่ประชาชนทุกช่องทาง 2.2 การจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการด้านต่างๆ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลที่สามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ในการสื่อสาร การบริหารจัดการแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้อย่างเหมาะสม 2.3 การพัฒนาศักยภาพของชุมชน “ชุมชนจัดการตนเอง” ในการจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้เรียนรู้โดยการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐ อปท. ภาคีเครือข่ายในการเรียนรู้ รับมือ ปรับตัวต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและอยู่ร่วมกับปัญหาได้อย่างปลอดภัย 3. การจัดทำมาตรการทางด้านการแพทย์และสุขภาพ 3.1 ควรมีการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานค่าสารหนูสะสมในร่างกายในการเฝ้าระวังทางสุขภาพของประเทศเพื่อให้เป็นแนวทางในการนำไปใช้ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาเพื่อลดผลกระทบด้านต่างๆที่เกิดขึ้น 3.2 การประกาศโรคพิษสารหนูเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยง และหลักการทางระบาดวิทยาจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขต้องนำมาใช้ในการสอบสวน ติดตาม เฝ้าระวังโรคพิษสารหนูในพื้นที่เสี่ยง 4.การสร้างและพัฒนากลไกการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาสารหนูที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงดังนี้ 4.1 รัฐควรสนับสนุนในการเพิ่มขีดความสามารถ และบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรชุมชนในการป้องกันปัญหาคุกคามสุขภาพ โดยการจัดทำระบบและแผนปฏิบัติการเฝ้าระวังผลกระทบทาง สุขภาพและสิ่งแวดล้อม การจัดทำแผนพัฒนาชุมชนพื้นที่เสี่ยงและการสนับสนุนให้มีกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ภายในชุมชนและระหว่างชุมชนลุ่มน้ำ 4.2 รัฐควรส่งเสริม สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรชุมชนเพื่อศึกษาหารูปแบบในการจัดตั้งและการดำเนินการของคณะกรรมการกลางที่เหมาะสม โดยมีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบเฝ้าระวัง ตรวจสอบ แก้ไขและฟื้นฟู และชดเชยผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการหารูปแบบและแนวทางในการจัดตั้งและการบริหารกองทุนคุ้มครองและฟื้นฟูสุขภาพสำหรับประชาชนในพื้นที่ และการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมแต่ละพื้นที่ เช่น การสนับสนุนงบจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น การนำเสนอการทำงานในคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบลระดับอำเภอ (พชต./พชอ.) เป็นต้น 5.มาตรการลดความเสี่ยงสำหรับประชาชนที่ตรวจพบสารหนูในร่างกายควรมีมาตรการและแนวทางในการดูแลจากหน่วยงานรัฐ โดยกระทรวงสาธารณสุขควรมีมาตรการดำเนินการดังนี้ 5.1 ระบบการตรวจคัดกรองซ้ำ การตรวจยืนยันผลและส่งต่อผู้สัมผัสสารหนูที่ตรวจพบ ( Referral system) เข้าสู่ระบบการดูแลรักษาพยาบาล โดยผลการตรวจจากงานวิจัยเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเพื่อคัดกรอง ประชาชนกลุ่มเสี่ยงซึ่งรัฐโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำการตรวจยืนยันโดยวิธีการตามมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อการดูแลรักษาตามกระบวนการที่เหมาะสมต่อไป 5.2 ดำเนินการจัดตั้งระบบการเฝ้าระวังและสอบสวนโรคพิษสารหนู หรือดำเนินการทางระบาดวิทยาและประกาศให้พื้นที่เสี่ยงจากพิษสารหนูเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังและรายงานโรคตามหลักเกณฑ์โรคจากการ ประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2562 เพื่อให้เกิดการติดตาม เฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษจนกว่าแหล่งกำเนิดมลพิษจะได้รับการแก้ไขระบบนิเวศแม่น้ำที่ปนเปื้อนได้รับการฟื้นฟูกลับสู่สภาวะปกติ 2.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสังคมและเศรษฐกิจ 1) รัฐ สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษาที่เข้าไปศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพและสภาวะสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ควรมีการเปิดเผยข้อมูลและผลการศึกษาให้กับประชาชนในพื้นที่และสาธารณชนได้รับทราบและควรเปิดโอกาสให้ประชาชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยมากกว่าการให้ข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียว 2) รัฐควรมีมาตรการรองรับและเยียวยาผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชน และผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำ เช่น มีแผนรับมือผลกระทบและแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางด้านการเกษตร การประมง การท่องเที่ยว เป็นต้น 3)รัฐควรมีมาตรการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยงโดยมีแผนงาน มาตรการที่ยืดหยุ่น เหมาะสมทั้งในระยะเร่งด่วน และระยาว โดยมีการประกันความมั่นใจในความปลอดภัยแก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว เช่น การตรวจวัดความเข้มข้นของสารหนูในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวโดยการมีหน่วยตรวจวัดชั่วคราวตรวจประจำวันเพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเป็นต้น 3.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม 1) รัฐควรเร่งแก้ปัญหาสารโหะหนัก (สารหนู) ปนเปื้อนในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโดยเร่งด่วน ทั้งในแง่ของการช่วยเหลือด้านการจัดการจัดหาน้ำสะอาด การพัฒนาระบบการผลิตน้ำประปาในชุมชนหรือประปาหมู่บ้านที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย 2) รัฐควรเร่งแก้ปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยเร่งหาสาเหตุของการปนเปื้อน การจัดทำระบบเฝ้าระวังและควบคุม กำจัดมลพิษที่แหล่งกำเนิด และการป้องกันแหล่งน้ำมิให้ได้รับการปนเปื้อนจากมลพิษโดยผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน 3)รัฐควรให้ความสำคัญกับปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนัก (สารหนู) ในแม่น้ำและสิ่งแวดล้อมและกำหนดหลักเกณฑ์บนฐานการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อประกาศเป็นเขตภัยพิบัติที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต่อประชาชน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามแผนป้องกันภัยฉุกเฉินร่วมกับชุมชนในพื้นที่เสี่ยงเพื่อให้เกิดความเข้าใจและลดผลกระทบทางสุขภาพจากการสารโลหะหนัก (สารหนู) ที่ปนเปื้อน 4) เนื่องจากผลกระทบทางสุขภาพจากข้อมูลการวิจัยเป็นการสะท้อนจากชุมชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนในพื้นที่ศึกษา พบประเด็นความกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดมลพิษภายในพื้นที่เอง โดยเฉพาะการใช้สารเคมีทางการเกษตร การจัดการขยะอันตรายและของเสียมีพิษในชุมชนร่วมด้วยมิใช่เฉพาะปัญหาการปนเปื้อนสารหนูจากแม่น้ำเท่านั้น การดำเนินการหามาตรการในการควบคุม กำกับ และจัดการมลพิษในชุมชนจึงเป็นประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่รัฐจะต้องดำเนินการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาต้นเหตุของแหล่งกำเนิดมลพิษในชุมชน รวมถึงมาตรการแนวทางการดำเนินการแบบมีส่วนร่วมและการสนับสนุนทรัพยากรทั้งงบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ องค์ความรู้อย่างเพียงพอในการจัดปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ปัญหาสารพิษในจังหวัดเชียงราย เป็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ล่าสุดภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อเสนอให้รัฐบาลไทยเร่งเจรจาแก้ปัญหาเหมืองแร่ในต้นน้ำประเทศเมียนมาที่คาดว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของสารพิษในแม่น้ำ การตรวจพบสารหนูในร่างกายคนไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด กลายเป็นปัญหาภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมของคนลุ่มแม่น้ำกกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากภาครัฐไม่เร่งแก้ปัญหา โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสภาคเหนือ