วันนี้ (11 มี.ค.2569) กระทรวงพลังงานเปิดเผยความคืบหน้ามาตรการส่งเสริมพลังงานสะอาด หลังจากมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนและภาคธุรกิจหันมาใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารหรือที่เรียกว่า "โซลาร์รูฟท็อป" นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ประชาชนที่สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ทันที โดยมาตรการนี้ถูกออกแบบให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งประชาชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงานระบุว่า การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะก่อให้เกิดประโยชน์หลัก 3 ประการ ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของครัวเรือน เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ในช่วงกลางวัน ส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากระบบของการไฟฟ้าลดลง ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท การใช้พลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยในการลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน กระทรวงพลังงานประเมินว่า หากมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการนี้อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 15.28 ล้านตัน/ปี เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี สำหรับประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องปฏิบัติตาม ดังนี้ ระบบที่ติดตั้งต้องเป็นระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบ On-Grid ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า การเชื่อมต่อดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักลดหย่อนภาษีต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ หรือ e-Tax Invoice เท่านั้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างถูกต้องตามระบบภาษีของรัฐ มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปนี้ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศ จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2571 กระทรวงพลังงานคาดการณ์ว่า มาตรการส่งเสริมดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในภาคพลังงานสะอาดภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ การติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอาจสร้างเม็ดเงินลงทุนในประเทศรวมกว่า 240,000 ล้านบาท นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว การลงทุนดังกล่าวยังมีส่วนช่วยสร้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งในด้านการผลิตอุปกรณ์ การติดตั้ง และการให้บริการด้านเทคโนโลยีพลังงาน นอกจากการสนับสนุนประชาชนแล้ว มาตรการภาษีส่งเสริมพลังงานสะอาดยังครอบคลุมไปถึงภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมด้วย สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนปรับปรุงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ในอัตรา 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง เท่ากับการให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ประมาณร้อยละ 50 ของเงินลงทุนจริง ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ภาคธุรกิจหันมาลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ตัวอย่างอุปกรณ์ที่เข้าร่วมมาตรการ อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เข้าร่วมมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานต้องเป็นอุปกรณ์ใหม่ที่มีมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานสูง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่อยู่ในรายการ เช่น ระบบปั๊มความร้อน (Heat Pump) สีทาผนังที่ช่วยสะท้อนความร้อน กระจกกันความร้อนสำหรับอาคาร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับสูงสุด การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคาร บ้านเรือน และโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงพลังงานระบุว่า ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากมาตรการนี้จะต้องไม่เคยได้รับสิทธิประโยชน์ซ้ำซ้อนจากมาตรการอื่นของรัฐ เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นอกจากนี้ การใช้สิทธิ์ต้องมีเอกสารหลักฐานที่ถูกต้อง โดยเฉพาะใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบและป้องกันการใช้สิทธิ์ไม่ถูกต้อง รมว.พลังงาน กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศ และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อ่านข่าวอื่น : 12 วันตะวันออกกลาง อิสราเอลถล่มเตหะราน-อิหร่านโต้กลับครั้งใหญ่ที่สุด "พีระพันธุ์" ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. เปิดทาง "อรรถวิชช์" เข้าสภา เรือสัญชาติไทย ถูกยิงไฟลุกไหม้ที่ท้ายเรือ ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ