"พิพัฒน์" คาใจน้ำมันล่องหน เผยนายกฯ เรียกทุกฝ่ายถก 19 มี.ค.นี้

วันนี้ (18 มี.ค.2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่สมาพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยออกมาประท้วงเรียกร้องว่ามีการนำสต๊อกน้ำมันเก่ามาขายในราคาปัจจุบัน โดยชี้แจง ว่า กรณีดังกล่าวต้องทำความเข้าใจว่าการสั่งซื้อน้ำมันดิบ ไม่ใช่สั่งวันนี้แล้วได้ทันที แต่เป็นการสั่งซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน นายพิพัฒน์ ระบุว่า น้ำมันในปัจจุบันเป็นการสั่งซื้อก่อนมีการสู้รบในตะวันออกกลาง หรือสั่งซื้อราคาถูกแล้วนำมาขายแพง แต่ต้องถามกลับว่าหากในวันนี้สั่งซื้อน้ำมันดิบ ในราคา 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอีก 3 เดือนข้างหน้า รับน้ำมันดิบเข้ามาที่คลัง แต่ปรากฏว่าสงครามยุติ และราคาน้ำมันดิบลงไป 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากจะขายแพงก็คงรับไม่ได้เช่นกัน ลักษณะนี้คือ "แฟร์ทูแฟร์" เพราะมีกติกาการค้าขายและการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่จะได้ประโยชน์อย่างเดียว "ขอฝากผู้ประกอบการและประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ว่าวันที่รับซื้อราคาถูก มีกำไร ณ วันนี้ แต่เมื่อสงครามยุติ ถามกลับว่าเขาขาดทุนหรือไม่ เชื่อว่าทุกคนคิดตัวเลข บวกลบคูณหารเป็น เพราะฉะนั้นต้องให้ความยุติธรรมกับโรงกลั่นและผู้ประกอบการเช่นกัน" นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนเองก็เป็นเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน แต่ไม่ได้มีโรงกลั่น จึงมีความเสี่ยงน้อยในการซื้อและขายน้ำมัน แตกต่างจากโรงกลั่น "ตนซื้อมาขายไปวันต่อวัน จึงไม่สามารถตอบแทนโรงกลั่นได้ทั้งหมด จึงฝากผู้ประกอบการกับผู้ใช้น้ำมันในปัจจุบันให้เข้าใจว่าไม่มีใครอยากกลั่นแกล้งใคร" ส่วนที่ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันบางแห่ง ระบุว่า ถูกตัดโควตาน้ำมันลงไปถึง 50% นั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เชิญทุกฝ่ายตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ประกอบการ ขนส่ง และจ๊อบเบอร์ มาร่วมประชุมในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.) ที่รัฐสภา "เพื่อมาแก้ผ้าดูทีละคนว่าใครเป็นคนกักตุนน้ำมัน ใครที่โกหก พรุ่งนี้จะเอามาเข้าเครื่องจับเท็จทุกคน สิ่งที่โรงกลั่นประกาศว่ามีน้ำมัน กระทรวงพลังงานบอกไม่ช็อต ปตท.ก็บอกไม่ได้ช็อต แต่ทำไมน้ำมันกลั่นออกมาแล้ว คลังน้ำมัน หรือซัพพลายเออร์ ไม่ได้รับน้ำมันเหมือนปกติ ซ้ำร้ายไม่มีน้ำมันขาย เพราะฉะนั้นใครเท็จ ก็เชื่อว่าพรุ่งนี้พวกเราคงจะได้รู้" นายพิพัฒน์ ยังระบุว่า ตนเองในฐานะเจ้าของสถานีบริการน้ำมันก็รู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่ได้มีปั๊มน้ำมันยี่ห้อเดียว โดยต้องเปรียบเทียบในแต่ละบริษัทว่าดูแลซัพพลายเออร์หรือแฟรนไชส์ของตัวเองอย่างไร ยกตัวอย่างปั๊ม ก.ได้รับน้ำมันไปขายวันละ 10,000-15,000 ลิตร แต่วันนี้บางยี่ห้อขายให้ปั๊ม ก.เหลือแค่ 4,000-5,000 ลิตร จึงตั้งคำถามถึงน้ำมันหมื่นลิตรว่าหายไปไหน ส่วนระบบการขนส่งน้ำมันมีส่วนหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ ยอมรับว่า ระบบขนส่งก็มีส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งสำคัญ คือ หน้าคลังน้ำมันไม่มีน้ำมันจ่าย สะท้อนสิ่งใด พร้อมตั้งคำถามว่าน้ำมันออกจากโรงกลั่นแล้วหายไปไหน มีใครส่งออกน้ำมันทางเรือไปขายหรือไม่ รวมทั้งถามไปยังกรมธุรกิจพลังงานว่าได้งดการส่งออกน้ำมันแล้วหรือยัง ส่วนนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ยังไม่สบายใจว่าสุดท้ายได้ห้ามส่งออกทางเรือแล้วหรือยัง โดยเป็นการสันนิษฐาน เพราะมีทางส่งออกไปขายได้ทางเดียว คือ การปล่อยให้ส่งออกทางทะเล หรือโรงกลั่นโกหก เพราะไม่มีน้ำมันจริง หรือกระทรวงพลังงานโกหก คุณไม่มีน้ำมันในสต๊อก เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ข้อเท็จจริง กระทรวงพลังงานประกาศเมื่อวานนี้ว่ายังมีสต๊อก 101 วัน ขณะที่โรงกลั่นก็กลั่นออกมาเต็มกำลัง ดังนั้นเมื่อกลั่นเต็มกำลัง น้ำมันต้องมีขาย อ่านข่าว : กรมเจ้าท่า-ผู้ประกอบการเรือคลองแสนแสบ ย้ำยังไม่ขึ้นค่าโดยสาร ปลิดชีพ "ลาริจานี" สะเทือนทำศึกสหรัฐฯ-อิสราเอล? ตำรวจจับเพิ่ม 3 ผู้ต้องหา คดีอุ้มฆ่า "ผู้จัดการ" อีก 1 คนยังหลบหนี