Thai PBS
วันนี้ (9 มิ.ย. 2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัยอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึง ผลสำรวจ พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วง FIFA World Cup 2026 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คนทั่วประเทศ พบว่า มหกรรมลูกหนังระดับโลกที่กำลังจะเปิดฉากวันที่ 11 มิ.ย.นี้ ที่สนามเอสตาดีโอ อัซเตกา เม็กซิโก ซิตี้ จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าเงินสะพัดรวมจะอยู่ที่ประมาณ 68,635 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 21,061 ล้านบาท และการใช้จ่ายนอกระบบในส่วนของพนันบอลอีก 47,574 ล้านบาท ในกรณีที่มีการถ่ายทอดสด แต่ปัจจุบันเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดยังไม่ลงตัวกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะหากไม่มีการถ่ายทอดสด ตัวเลขเงินสะพดในการการกระตุ้นเศรษฐกิจจะร่วงลงเหลือเพียง 57,660 ล้านบาท หรือหดตัวถึง 34.2% เมื่อเทียบกับช่วงยูโร 2024 ส่วนต่างเกือบ 11,000 ล้านบาทที่อาจหายไปจากระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นการที่ไทยจะได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดไม่ใช่แค่เรื่องความบันเทิง แต่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศ ขณะเดียวกันผลสำรวจยังชี้ว่าคนไทยให้ความสนใจฟุตบอลโลกครั้งนี้ค่อนข้างสูง 48.5 % มีความต้องการ มาก ถึง มากที่สุดและ 31.2% สนใจ ปานกลาง และ 12.8% ที่ไม่สนใจเลย โดยทีมที่เชียร์ 15.8% ตอบทีมสเปน ตามด้วยบราซิล 15.3% ฝรั่งเศส 14.9% เยอรมนี 13.2% และอังกฤษ 12.9% และ19.7% มั่นใจว่าสเปนจะเป็นแชมป์ ตามด้วยฝรั่งเศส 17.5% อังกฤษ 16.9% เยอรมนี 14.7% และโปรตุเกส 13.4% สะท้อนว่าแฟนบอลไทยมองสเปนในฐานะแชมป์โลกคนปัจจุบันว่ายังคงแกร่งที่สุด หวังรัฐบาลช่วยออกค่าลิขสิทธิ์ให้ประชาชนได้ดูฟรี โดยการชมผ่านโทรศัพท์มือถือกลายเป็นอุปกรณ์ที่คนนิยมใช้รับชมมากที่สุดถึง 37.5% ฟรีที 32.8% แพลตฟอร์มสตรีมมิง 8.6% ข้อมูลนี้ส่งสัญญาณถึงผู้ถือลิขสิทธิ์และแบรนด์สปอนเซอร์ว่ากลยุทธ์การเข้าถึงผู้ชมต้องเป็นแบบมัลติแพลตฟอร์ม ไม่สามารถพึ่งพาทีวีเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป และ 50.5% พบว่า คนไทยยังคงเน้นความเป็นหมู่ ส่วนการใช้จ่าย พบว่า 63% จ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้าน เฉลี่ยคนละ 3,819 บาทตลอดทัวร์นาเมนต์ รองลงมาคือค่าอาหารและเครื่องดื่มที่บ้านเฉลี่ย 2,718 บาท ค่าสินค้าและของที่ระลึกเกี่ยวกับบอลโลก 1,626 บาท และค่าสมัครแพ็กเกจสตรีมมิง 732 บาท ส่วนกลุ่มที่ตั้งใจเดินทางไปดูถึงสนามจริงมีสัดส่วน 8.6% ด้วยงบเฉลี่ยสูงถึง 150,000 บาท ภาพรวมพบว่า 54.8% ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปกติ แหล่งเงินหลักมาจากเงินเดือนและรายได้ปกติ 58.8% เงินออม 33.3% ที่เหลือมาจากผู้ปกครอง โบนัส และการกู้ยืม ทั้ง 45.9% กังวล เรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด เพราะยังไม่ทราบว่าประเทศไทยยังไม่มีผู้ถือลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ขณะที่ 47.1% ยังคาดหวังว่าจะได้ดูฟรีผ่านฟรีทีวี และ68.6% ไม่ยินหากต้องจ่ายเงินสมัครแพ็กเกจ มีเพียง 31.4% ที่ยอมควักกระเป๋า โดยราคาที่เต็มใจจ่ายมากที่สุดตลอดการแข่งขันคือ 300–499 บาท (32.0%) ทั้งนี้ 84.7% ประชาชนสนับสนุน ให้รัฐบาลช่วยออกค่าลิขสิทธิ์เพื่อให้ประชาชนได้ดูฟรี ยอดเล่นพนันบอล ลดลง สะท้อนปัญหาเงินในกระเป๋า สำหรับผลสำรวจการพนันฟุตบอล พบว่า 37.7% วางแผนจะเล่นพนัน และ50.7% ใช้รูปแบบเงินสด 50.7% เงินเดิมพันเฉลี่ยต่อนัดอยู่ที่ 1,109 บาท ส่วนเงินเดิมพันรวมตลอดทัวร์นาเมนต์เฉลี่ยอยู่ที่ 19,933 บาท ที่ทั้งนี้สัดส่วนผู้เล่นพนันโดยรวมลดลงเหลือ 47.7% จากที่เคยพุ่งสูงสุดถึง 80.4% ในบอลโลก 2018 แม้จะยังเป็นตัวเลขที่สูง แต่แนวโน้มขาลงสะท้อนว่าปัจจัยเรื่องเวลาการแข่งขันและสภาพเศรษฐกิจมีผลกดดัน ส่วนผลกระทบทางสังคม ประชาชนมองเห็นทั้งสองด้านอย่างชัดเจน ในด้านบวก 45.7% เห็นว่าบอลโลกช่วยกระตุ้นให้เยาวชนสนใจกีฬามากขึ้น 43.9% มองว่าช่วยลดความเครียด และอีก 43.9% คาดว่าจะมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น โดย 71% ความกังวลกับการก่อให้เกิดหนี้สินเพิ่มขึ้น ตามด้วยอุบัติเหตุจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 65.2% ประสิทธิภาพการทำงานและการเรียนลดลง 63.0% การหยุดงานมากขึ้น 62.9% และอุบัติเหตุจากการพักผ่อนน้อย 61.9% นาย ธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า ฟุตบอลโลก 2026 จัดร่วมกัน 3 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ถือเป็นมหกรรมที่มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งจำนวนทีมที่เพิ่มจาก 32 เป็น 48 ทีม จำนวนแมตช์ที่เพิ่มจาก 64 เป็น 104 นัด และระยะเวลาแข่งขันยาวนานถึง 39 วัน สำหรับประเทศไทย ตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลนี้คือ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่คนไทยต่างลุ้นกันว่าคนไทยจะได้ชมการแข่งขันฟุตบอลโลกหรือไม่ อ่านข่าว: เรื่องต้องรู้ก่อนดูบอลโลก 2026 เปิดทุกกติกา เพิ่มทีม เพิ่มแมตช์ เพิ่มความมันตลอด 39 วัน ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งแรกกับการมีเจ้าภาพร่วม 3 ประเทศ "ลิซ่า" ปลุกกระแสฟุตบอลโลก 2026 ผ่าน "Goals" ทะลุ 2 ล้านวิวใน 24 ชม.
Go to News Site