Thai PBS
เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 ปี ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลกำลังจะหมดอายุลงในปี 2572 แต่ขณะนี้กลับยังไม่มีแผนแม่บทและ“โรดแมป” หรือแผนการดำเนินงานในอนาคต จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าจะเดินหน้า หรือถอยหลัง แม้สมาคมโทรทัศน์ดิจิตอล เครือข่ายผู้บริโภคเรียก และผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ จะออก มาขอความชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหา “จอดำ” และผลกระทบที่ไม่สามารถกำหนดทิศทางวางแผนธุรกิจแล้วก็ตาม ในมุมมองของอดีตกรรมการ กสทช. “สุภิญญา กลางณรงค์” เชื่อว่า กสทช. ยุคนี้กรรมการฝั่งกิจ การโทรคมนาคมมีเสียงดังมากกว่าฝั่งกรรมการด้านโทรทัศน์ที่มีจำนวน 1คน สอดคล้องกับแผน การประมูลคลื่น 5G, 6G รวมถึงอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับด้านโทรคมนาคม เป็นไปแบบราบรื่น แตกต่างจากฝั่งวิทยุกระจายเสียง - โทรทัศน์ มีความล้าช้าในทุกด้าน สะท้อนให้เห็นว่ากรรมการชุดนี้ละเลยกับการทำหน้าที่ส่งเสริมและกำกับกิจการสื่อสารมวลชนด้านวิทยุโทรทัศน์ ไม่พยายามทำหน้าที่ให้ครบถ้วนตามที่ควรจะทำในฐานะ กสทช. แม้ กสทช. ชุดปัจจุบัน “ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต” กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ ได้พยายามพูดเรื่องแผนแม่บทมาหลายปีแล้ว แต่ติดปัญหาในหลายด้าน จนเกิดการยื้อวาระจนมาถึงปัจจุบัน ทั้งที่โรดแมปควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่ 2-3 ปีที่แล้ว ขณะนี้เหลือเวลาเพียงไม่ถึง 3 ปี ถือว่าน้อยมาก หากเปรียบเทียบกับ กสทช. ชุดที่แล้ว แม้จะใช้เวลาหลายปีวางแผนเปลี่ยนผ่านจากทีวีอนาล็อก เป็นดิจิทัลทีวี กว่าจะยุติทีวีอนาล็อกได้ ขนาดมีแผนก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมายจากสังคมที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่ระบบดิจิทัล “เราลงทุนกันมาแล้ว มีโครงข่ายอยู่แล้ว จึงต้องการรักษาคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะให้กับอุตสาหกรรมทีวี ไม่อย่างนั้นคลื่นความถี่จะถูกนำไปใช้ในกิจการโทร คมนาคม มือถือทั้งหมด ทุกคนอาจจะบอกว่าดี เพราะโลกยุคใหม่อยู่บนมือถือ แต่อย่าลืมว่าเราใช้ชีวิตการสื่อสารบนโครงข่ายมือถือ บนโครงข่ายแพลตฟอร์ม ท้ายที่สุดแล้วอำนาจต่อรองอยู่ที่ใคร การกำกับดูแลอยู่ที่ใคร” เส้นทางคลื่นความถี่กับธุรกิจ ...ถามว่าแล้วทำไมอุตสาหกรรมทีวี ต้องรอโรดแมป.. “อดีตกรรมการ กสทช.” อธิบายว่า อุตสาหกรรมทีวี คล้ายลักษณะธุรกิจมหภาค หากมีความผันผวนและแผนที่ไม่ชัดเจน ก็จะทำให้นักลงทุนไม่กล้าที่จะเสี่ยง ดังนั้น กสทช. ต้องให้ความมั่นใจเพื่อกระตุ้นการลงทุนให้กับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ และกระจายเสียง ซึ่งกสทช. ชุดนี้ ต้องกล้าตัดสินใจอย่างชัดเจนว่าจะเป็นไปในรูปแบบไหน “หากคุณไม่ทำคุณก็ประกาศเป็นทางการ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะไปฟ้องศาลได้ หรือหากจะเป็นในรูปแบบไหนที่เขาอาจจะไม่เห็นด้วย เขาก็จะแย้งคุณเองให้มันเป็นไปตามกระบวนการทางปกครอง และสุดท้ายไปจบที่ศาล ซึ่งถือว่าสั้นมากกับเวลาที่เหลือไม่ถึง 3 ปี หากไปจบที่ศาล แต่หากคุณไม่ทำวันนี้ แล้วสุดท้ายกลายเป็นระเบิดเวลาก็จะมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก” ผลกระทบ “จอดำ” 3 กลุ่มสะเทือน “สื่อมวลชน” นับเป็นผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มแรก ไม่รู้อนาคตเลยว่าจะต้องตกงานกันมากแค่ไหน อาจจะหลักพัน - หลักหมื่นคน สถานีโทรทัศน์ 15-16 ช่อง ก็ไม่รู้ทิศทางว่าจะไปต่ออย่างไร ในขณะที่ “ผู้บริโภค” เป็นกลุ่มที่สอง แม้อาจจะมองว่าเราอยู่ในยุคที่ดูความบันเทิงในแพลตฟอร์มต่าง ๆ แทนทีวีอยู่แล้ว “แต่” อย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศยังดูทีวี โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่บางคนไม่ได้มีเงินจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตรายเดือน เพื่อให้สามารถดูละครได้ไหลลื่น “หากคุณจะให้คนดูทีวีผ่านอินเทอร์เน็ต มีเน็ตทุกครัวเรือนทุกบ้านฟรี หรือขั้นต่ำราคาถูก คุณทำได้ไหม หากคุณยังทำไม่ได้คุณก็ต้องรักษาแพลตฟอร์มทีวีให้คนเหล่านี้” “ประเทศไทย” ผู้ที่ได้รับผลกระทบสุดท้าย หากไม่รักษาแพลตฟอร์มโครงข่ายฟรีทีวีไว้ นำสิ่งบันเทิง ข่าวสารต่าง ๆ ไปไว้บนอินเทอร์แพลตฟอร์มหมด คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าแพลตฟอร์มมที่ให้บริการสื่อผ่านอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบดั้งเดิม (OTT) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการต่างประเทศ ในอนาคตจะไม่สร้างเงื่อนไขอะไร “สุดท้ายแล้วเราจะเสียอธิปไตยทางการสื่อสารในประเทศไปอย่างน่ากังวล อีกทั้งไม่สามารถเก็บภาษี หรือกำกับแพลตฟอร์ม OTT ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะทำให้แพลตฟอร์มประจำชาติ หมดลมหายใจไปด้วย ประเทศเสียประโยชน์มากแน่ๆ” “สงคราม” แย่งชิงคลื่นความถี่ “กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม” ดำเนินการอยู่ได้เพราะคลื่นความถี่ที่มองไม่เห็น ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ตามทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งทั่วโลกมีการแย่งชิงคลื่นกันมานานมากแล้ว เพื่อต้องการนำคลื่นทีวีไปทำคลื่นมือถือบอร์ดแบรนด์ ...กิจการโทรคมนาคมประเทศไทยก็เหมือนกัน กลายเป็นสงครามแย่งชิงคลื่นความถี่เพื่อนำไปใช้ จึงเริ่มเห็นการร่วมมือกันระหว่างธุรกิจโทรคมนาคม กับธุรกิจดาต้า (Data Center) เม็ดเงินก็จะไหลไปสู่เรื่องของปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น ...ถามว่า?.. ประชาชนตัวเล็ก ๆ เอกชนตัวเล็กๆ ผู้ประกอบการธุรกิจ SME ผู้ประกอบการธุรกิจสื่อมวลชน แทบไม่มีอำนาจต่อรอง ทั้งที่ทุกวันนี้ Data Center นำข้อมูลข่าวไปประมวลและได้เงินกลับมา โดยที่ผู้สื่อข่าวภาคสนามที่ต้องลงพื้นที่ไปหาข่าวกลับไม่ได้ “กลายเป็นแรงขับทางธุรกิจในยุคดิจิทัลใหม่ ที่เรียกดิสรัปชันที่แรงขึ้น เม็ดเงินก็จะไหลไปสู่ฝั่งแพลตฟอร์ม ฝั่งดาต้าเซนเตอร์ และฝั่งโทรคมนาคม คลื่นก็จะถูกเอาไปทำด้านโทรคมหมด ถ้าเราไม่ยึดตรงนี้ไว้” “ถ้าเราไม่รั้งคลื่นความถี่กิจการโทรทัศน์ซึ่งเป็นพื้นสุดท้ายไว้ ในอนาคตจะไม่เหลือเลย เพราะกลุ่มทุนโดยรวมที่เรียกว่าทุนดิจิทัล เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy) เมื่อมาควบรวมกับด้านโทรคมนาคม กลายเป็นแรงขับธุรกิจที่มีอำนาจมหาศาล ดังนั้นหากมองดูจะเห็นว่าตัวละครใครอยู่ในนั้นบ้างที่ได้ประโยชน์ และกลุ่มที่ยึดโยงทางการเมืองในแต่ละประเทศ หรือทั่วโลก” อ่านข่าว "ฟรีทีวี" ส่อวิกฤต ผู้ประกอบการร้องรัฐ หลัง กสทช. ชะลอ Roadmap “สุทธิชัย หยุ่น”เตือนทีวีไทยเสี่ยง “Slow Collapse” ค่อย ๆ ล่มสลาย กลายเป็นซอมบี้ สร.ทช.ยื่น กก.สรรหา กสทช.หวั่นเกมสกัดเอกสาร ก่อนถกคุณสมบัติประธาน 5 มิ.ย.
Go to News Site