Collector
ผ่าโครงสร้างทีมแก้ "ไฟป่า" เน้นสั่งการฉับไว และกระจายอำนาจ | Collector
ผ่าโครงสร้างทีมแก้
Thai PBS

ผ่าโครงสร้างทีมแก้ "ไฟป่า" เน้นสั่งการฉับไว และกระจายอำนาจ

จากปัญหาไฟป่าในหลายเขตพื้นที่ภาคเหนือ จนส่งผลกระทบถึงประชาชน จากปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา รู้หรือไม่ว่า ที่จริงแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ 25 มี.ค.2569 มีชื่อว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กอปภ.ช.) หรือที่เรามักเรียกสั้นๆ ว่า "ทีมแก้ปัญหาไฟป่า และฝุ่น PM 2.5" กลไกการทำงานของทีมนี้ 1.นายอนุทิน ในฐานะ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน 2.นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้อำนวยการศูนย์ 3.ทีมงาน ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย, หัวหน้ากลุ่มงานที่เกี่ยวข้อง, ปลัด กทม. และอธิบดีจากทุกกรมหลัก อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), กรมการปกครอง, กรมที่ดิน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จุดที่น่าสนใจ และเป็นประเด็นใหม่ในรอบนี้ คือการมอบอำนาจเด็ดขาดให้ "ผู้ว่าราชการจังหวัด" ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด โดยนายอนุทิน ระบุชัดเจน เมื่อ 1 เม.ย.2569 ว่าให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด บริหารจัดการได้เต็มที่ อาทิ การตัดสินใจประกาศเขตภัยพิบัติ หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินได้ทันทีตามข้อมูลหน้างาน โดยไม่ต้องรออนุมัติจากส่วนกลาง ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 31 มี.ค.2569 ปลัดมหาดไทย ได้ถ่ายทอดคำสั่งไปยัง 17 จังหวัดภาคเหนือ ที่ได้รับผลกระทบเรื่องนี้ ว่า ให้ยกระดับการทำงาน โดยการบูรณาการทุกภาคส่วนเข้าศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด นั่งหัวโต๊ะ พร้อมกำชับให้บังคับใช้กฏหมายอย่างเข้มข้น ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดกับผู้ที่ลักลอบเผาป่า โดยถือเป็นหนึ่งใน KPI (ดัชนีชี้วัดผลงาน) ของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย หากพื้นที่ไหนปล่อยให้จุดความร้อน (Hotspots) พุ่งสูงโดยไม่มีมาตรการรองรับ จะถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่ ดังนั้น เราจึงได้เห็นภาพข่าว การระดมสรรพกำลัง ลงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น คน, อุปกรณ์, เครื่องจักร รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ KA-32 ที่เข้าไปช่วยสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า จากหลายหน่วยงาน หลายคนสงสัย ทำไมต้อง "เพิ่มอำนาจ" ให้ผู้ว่าฯ ในตอนนี้ คำตอบคือ เพื่อเป็นการปลดล็อกงบประมาณ และกฎหมาย 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วย งบประมาณ ที่อาจจะมาล่าช้า เมื่อผู้ว่าฯ ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ จะสามารถดึงงบฉุกเฉินมาใช้ได้ทันที ในวงเงิน 20 ล้านบาท (และสามารถขอขยายเพิ่มได้อีก ตามความเหมาะสม) สำหรับการดำเนินการ อาทิ จ้างชาวบ้านเฝ้าป่า ซื้ออุปกรณ์ หรือสนับสนุนอาหารให้อาสาสมัครได้ทันที โดยไม่ต้องรออนุมัติจากส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังเป็นการปลดล็อค การประกาศเขตห้ามเข้าพื้นที่ โดยให้ ผู้ว่าฯ สามารถสั่งปิดป่า หรือจำกัดพื้นที่เสี่ยงได้เด็ดขาดตามกฎหมาย ปภ.และข้อสุดท้ายคือ ดัชนีชี้วัดผลการทำงาน หรือ KPI ที่นายอนุทินระบุชัดเจนว่า การแก้ปัญหาไฟป่าถือเป็น KPI ของผู้ว่าฯ หากใครไม่กล้าตัดสินใจ หรือไม่จัดการจนสถานการณ์บานปลาย จะถือว่าบกพร่อง สำหรับ 17 จังหวัดภาคเหนือที่ประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในขณะนี้ ประกอบด้วย กลุ่มภาคเหนือตอนบน 9 จังหวัด (วิกฤตที่สุดในขณะนี้) มี เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, พะเยา, ลำพูน, ลำปาง, แพร่, น่าน และตาก ส่วนกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 8 จังหวัด ประกอบด้วย อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิจิตร, นครสวรรค์, อุทัยธานี และ เพชรบูรณ์ อ่านข่าว : 31 จังหวัด ฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์ หนักสุด "ปาย-เชียงดาว" พุ่งเฉียด 300 มคก.ต่อ ลบ.ม. "เชียงใหม่" ประกาศเขตภัยพิบัติไฟป่า 6 อำเภอ นักวิชาการ มธ. ชง "ท้องถิ่น-รัฐบาล" เดินหน้า 5 มาตรการเร่งด่วน รับมือ "PM 2.5 - ไฟป่า"

Go to News Site