Thai PBS
การเปิดฉากโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่เพียงแต่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในตะวันออกกลางสั่นสะเทือนเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับนาโตด้วย สถานการณ์รอบนี้ถือว่าน่ากังวลอย่างมาก เพราะปัจจัย ณ ขณะนี้ ไม่ว่านาโตจะเลือกทางใดก็ล้วนมีความเสี่ยง ความสัมพันธ์ระหว่างองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) กับรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับมาสั่นคลอนอย่างหนักอีกครั้ง เมื่อผู้นำสหรัฐฯ พูดถึงความเป็นไปได้ที่จะตัดความสัมพันธ์กับนาโต ซึ่งครั้งนี้มีปมมาจากการที่นาโตเลือกไม่ร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการทำสงครามโจมตีอิหร่าน นี่เป็นอีกหนึ่งท่าทีล่าสุดจากโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นาโต โดยชี้ว่านาโตเป็น “เสือกระดาษ” พร้อมทั้งกล่าวถึงประเด็นยูเครนที่สหรัฐฯ เคยให้ความช่วยเหลือมากถึง 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ไม่ได้รับผลตอบแทน ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ผู้นำสหรัฐฯ ยังเปิดเผยว่ากำลังพิจารณาถอนตัวออกจากนาโตด้วย นี่ถือเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ออกมาขู่จะพาสหรัฐฯ ถอนตัวจากกลุ่มความร่วมมือนี้ โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัย “ทรัมป์ 1.0” หลังเจ้าตัวกดดันพันธมิตรอย่างหนักให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 4% ของ GDP เนื่องจากมองว่าแบ่งเบาภาระไม่เพียงพอ ประเด็นงบประมาณกลาโหมถือเป็นปัญหาสำคัญของนาโตมาโดยตลอด โดยล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา แม้ชาติสมาชิก (ไม่รวมสหรัฐฯ) จะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมรวมกันเกือบ 20% ภายในปีเดียว แต่ก็ยังห่างจากสหรัฐฯ อย่างมาก ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา การใช้จ่ายด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ในกรอบนาโตอยู่ที่ 838,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือไม่ต่ำกว่า 27 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 59% แม้จะลดลงจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 64% แต่ก็ยังสูงกว่างบประมาณของชาติสมาชิกที่เหลือรวมกัน ซึ่งอยู่ที่ 574,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่า 18 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปัญหาระหว่างสหรัฐฯ กับนาโตไม่ได้มีเพียงเรื่องงบประมาณเท่านั้น ย้อนกลับไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทรัมป์เคยขู่จะเข้ายึดกรีนแลนด์ ดินแดนภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง เพื่อสกัดอิทธิพลของรัสเซียและจีนในภูมิภาคอาร์กติก ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรนาโตตึงเครียดอย่างหนัก อีกทั้งยังมีการใช้มาตรการกำแพงภาษีเป็นเครื่องมือกดดัน ก่อนที่ท้ายที่สุดจะมีการอ้างว่าบรรลุข้อตกลงให้สหรัฐฯ เข้าถึงกรีนแลนด์ได้ ความสัมพันธ์ที่เปราะบางอยู่แล้ว ยิ่งทรุดลงอีกเมื่อสหรัฐฯ ตัดสินใจจับมืออิสราเอลโจมตีอิหร่าน จนสงครามยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 2 และพันธมิตรหลายประเทศเลือกปฏิเสธคำร้องขอการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ส่งผลให้รอยร้าวระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกทวีความรุนแรงขึ้น สำหรับประเทศที่ออกมาคัดค้านอย่างชัดเจน ได้แก่ สเปน ที่สั่งปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการโจมตีอิหร่านผ่าน ส่งผลให้ผู้นำสหรัฐฯ ขู่จะตัดความสัมพันธ์ทางการค้า ขณะที่อิตาลีปฏิเสธไม่ให้เครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในซิซิลี แต่ระบุว่าจะพิจารณาเป็นรายกรณี เนื่องจากต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ด้านอังกฤษยืนยันว่าจะไม่ส่งทหารเข้าร่วมปฏิบัติการในอิหร่าน โดยระบุว่านี่ไม่ใช่สงครามของตนเอง พร้อมย้ำว่าจะผลักดันให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่จะไม่เข้าร่วมในความขัดแย้ง เช่นเดียวกับฝรั่งเศสและโปแลนด์ ที่ปฏิเสธให้การสนับสนุนสหรัฐฯ และอิสราเอล เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงคราม นอกจากนี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ อาจทบทวนความสัมพันธ์กับนาโตอีกครั้ง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านยุติลง โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะเดียวกัน ยังมีหลายประเทศปฏิเสธคำร้องขอของสหรัฐฯ ในการเข้าร่วมดูแลความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น สงครามในอิหร่านครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดรอยร้าวอย่างลึกซึ้งในหมู่พันธมิตรนาโต และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับนาโตในอนาคต รายงาน : จารุพร โอภาสรัตน์ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ อ่านข่าว : ถอดนัยถ้อยแถลง "ทรัมป์" ทำไมต้องโจมตี "อิหร่าน" อีก 2-3 สัปดาห์ "ทรัมป์" แถลง ย้ำเป้าหมายใกล้บรรลุแล้ว - ไม่ต้องการน้ำมันจากฮอร์มุซ ปธน.อิหร่านขอชาวอเมริกันตั้งคำถามกับการทำสงคราม
Go to News Site