Thai PBS
วันนี้ (2 เม.ย.2569) BBC รายงาน เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 2 เม.ย.2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกด้วยการประกาศนโยบายที่เขาเรียกว่า "วันประกาศอิสรภาพ" (Liberation Day) โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำยุคสมัยใหม่มาสู่อเมริกาด้วยการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิต สร้างรายได้เข้ารัฐมหาศาล และบีบให้ประเทศต่าง ๆ เปิดตลาดให้กับสินค้าอเมริกัน อย่างไรก็ตาม 1 ปีให้หลังข้อมูลเชิงประจักษ์บ่งชี้ว่าสงครามการค้าครั้งนี้ได้สร้าง "แรงกระแทก" ที่แตกต่างจากคำสัญญาในช่วงแรกอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการยกระดับอัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยที่มีผลบังคับใช้จากประมาณร้อยละ 2.5 พุ่งขึ้นเป็นเกือบร้อยละ 10 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบหลายสิบปีของประวัติศาสตร์สหรัฐฯ 1. สหรัฐฯ - จีน แยกตัวอย่างเป็นทางการ ผลกระทบที่เด่นชัดที่สุดคือความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ จีน โดยในระลอกแรกของการประกาศภาษีขั้นต่ำร้อยละ 10 ต่อสินค้าต่างชาติหลายรายการ และพุ่งเป้าไปที่สินค้าจากจีนด้วยอัตราที่สูงกว่ามากนั้น ได้นำไปสู่การโต้ตอบแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" จนทำให้บางช่วงเวลาการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง แม้ภายหลังสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่เมื่อสิ้นสุดปี 2568 สินค้าจีนยังคงต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าที่สูงกว่าต้นปีถึงร้อยละ 20 ข้อมูลทางสถิติระบุว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐฯ ลดลงอย่างรุนแรงถึงร้อยละ 30 ในปีที่ผ่านมา ขณะที่การส่งออกจากสหรัฐฯ ไปยังจีนก็ลดลงมากกว่าร้อยละ 25 เช่นกัน สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ สัดส่วนสินค้าจีนในตลาดนำเข้าของอเมริกาลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ซึ่งเป็นระดับที่เคยเห็นครั้งล่าสุดในปี 2543 ก่อนที่จีนจะเข้าสู่ WTO เสียด้วยซ้ำ แม้ว่าจะมีหลักฐานการไหลเวียนของสินค้าผ่าน "ประเทศทางผ่าน" อย่างเวียดนามและเม็กซิโก ซึ่งบริษัทจีนเข้าไปลงทุนอย่างหนักเพื่อเลี่ยงภาษี แต่ในเชิงยุทธศาสตร์โดยตรง ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยดาร์ตมัธยืนยันว่ากระบวนการ "Decoupling" หรือการแยกห่วงโซ่อุปทานออกจากกันได้เกิดขึ้นอย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาดแล้ว และยากที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม 2. พันธมิตรเริ่มมองหา "ทางเลือกอื่น" นโยบายของทรัมป์ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องภาษีทั่วไป แต่ยังรวมถึงการขึ้นภาษีเฉพาะเจาะจงในกลุ่มเหล็ก ไม้แปรรูป และรถยนต์ รวมถึงการยกเลิกกฎเกณฑ์ที่เคยอนุญาตให้สินค้ามูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์เข้าประเทศโดยไม่เสียภาษี มาตรการเหล่านี้ส่งผลบีบคั้นให้บริษัททั่วโลกต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน แม้แต่พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดอย่างสหราชอาณาจักร ที่เผชิญกับภาษีที่ค่อนข้างต่ำร้อยละ 10 แต่ส่วนแบ่งการส่งออกจากอังกฤษไปสหรัฐฯ กลับลดลง โดยบริษัทต่าง ๆ หันไปให้ความสำคัญกับตลาดเยอรมนี ฝรั่งเศส และโปแลนด์แทน กรณีที่น่าจับตามองที่สุดคือ "แคนาดา" แม้ทรัมป์จะยกเว้นภาษีให้สินค้าส่วนใหญ่ตามข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ แต่การใช้นโยบายแบบ "ฝ่ายเดียว" ได้สร้างความหวาดระแวงอย่างลึกซึ้ง ล่าสุดแคนาดาได้ตัดสินใจปรับลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนลงจากร้อยละ 100 เหลือเพียงร้อยละ 6.1 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าแคนาดาพร้อมจะเปิดรับอิทธิพลทางเศรษฐกิจจากจีนเพื่อถ่วงดุลกับสหรัฐฯ ท่าทีนี้สร้างความกังวลอย่างมากต่ออุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกันที่เคยครองตลาดแคนาดามาอย่างยาวนาน 3. รอยร้าวในความสัมพันธ์ ความตึงเครียดทางการค้าได้ลุกลามไปสู่มิติอื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตัวเลขจากสมาคมการท่องเที่ยวสหรัฐฯ ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวแคนาดาที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ลดลงถึงร้อยละ 20 ในปีที่ผ่านมา คิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ นโยบายกีดกันทางการค้ายังทำให้สหรัฐฯ ขาดแรงสนับสนุนจากพันธมิตรในประเด็นระดับโลกอื่น ๆ เช่น ความพยายามในการคว่ำบาตรอิหร่าน หรือการเจรจาขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Streaming) ผู้เชี่ยวชาญจาก Columbia Law School ตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐฯ กำลังสูญเสีย Soft Power ซึ่งเคยเป็นข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปอย่างน่าเสียดาย และการจะสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมานั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง 4. เงินเฟ้อในประเทศ-ความผันผวนของนโยบาย ในระดับมหภาค แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังเติบโตได้ที่ร้อยละ 2.1 และมีอัตราว่างงานต่ำที่ร้อยละ 4.4 แต่ผลกระทบภายในประเทศ กลับสร้างความเจ็บปวดให้กับภาคครัวเรือนอย่างเห็นได้ชัด Goldman Sachs ประเมินว่ากว่าร้อยละ 55 ของต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น ได้ถูกผลักภาระไปให้ผู้บริโภคโดยตรง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในปีที่ผ่านมาสูงกว่าที่ควรจะเป็นถึงร้อยละ 0.5 โดยพุ่งไปแตะระดับร้อยละ 3 สร้างความลำบากให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่กำลังเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.2569 เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) มีคำสั่งตีตกมาตรการภาษีใน "วันประกาศอิสรภาพ" โดยระบุว่าไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับเพียงพอ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเตรียมคืนภาษีที่เก็บมาได้กว่า 260,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับภาคธุรกิจและผู้นำเข้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความปั่นป่วนให้กับฐานะทางการคลังของรัฐ แต่ยังสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจภายใต้การนำของทรัมป์ ขณะที่ทำเนียบขาวพยายามยืนยันว่านโยบายเหล่านี้จะส่งผลดีในระยะยาวผ่านเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ แต่ในสายตาของภาคธุรกิจ ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว และแผนการย้ายฐานการผลิตกลับสู่อเมริกาก็ยังคงอยู่ในภาวะหดตัวตลอดปีที่ผ่านมา ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย.กำลังงวดเข้ามา สงครามภาษีของทรัมป์ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามจากทั้งมิตรและศัตรู แม้รัฐบาลจะพยายามหาช่องทางทางกฎหมายใหม่เพื่อฟื้นฟูกำแพงภาษีขึ้นมาอีกครั้ง แต่โลกได้รับรู้แล้วว่า "ความมั่นคงทางการค้า" ภายใต้ร่มเงาของสหรัฐฯ นั้นสั่นคลอนเพียงใด และการต่อสายความสัมพันธ์ทางการค้าใหม่ของโลกที่ไร้สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างถาวร อ่านข่าวอื่น : จับตา "จีน" ชั่งใจสวมบท "กาวใจ" ดับไฟสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน 2,500 ปีที่ไม่เคยดับสูญ เมื่อมหาอำนาจวัยเยาว์เผชิญเงาปราชญ์อาวุโสแห่งเปอร์เซีย ทรัมป์เล็งจบศึกอิหร่าน ทิ้งปมฮอร์มุซ-ราคาน้ำมันให้โลกแบกรับ
Go to News Site