Thai PBS
ความตึงเครียดในวอชิงตัน ดี.ซี. พุ่งสูงถึงขีดสุดหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความข่มขู่อิหร่านผ่านทรูธโซเชียลด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า "วันอังคารจะเป็นวันแห่งโรงไฟฟ้าและวันแห่งสะพาน ... จงเปิดช่องแคบฮอร์มุซซะ ไม่งั้นพวกแกจะได้ไปอยู่ในนรก" ท่าทีดังกล่าวไม่เพียงแต่สั่นคลอนความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่ยังกระตุ้นให้เกิดคำถามถึง "สภาวะทางอารมณ์" ของผู้นำสหรัฐฯ สมาชิกวุฒิสภา คริส เมอร์ฟี ถึงกับโพสต์ผ่าน X ว่าหากเขาเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี เขาจะใช้เวลาช่วงอีสเตอร์ปรึกษานักกฎหมายเกี่ยวกับบทบัญญัติแก้ไข รัฐธรรมนูญที่ 25 ทันที เนื่องจากทรัมป์เข้าข่าย "วิกลจริตโดยสิ้นเชิง" (Utterly unhinged) และกำลังนำพาประเทศไปสู่ความตายของคนนับพัน ความกังวลนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของฝีปากที่ดุดัน แต่เป็นเรื่องของ "ความพร้อมทางจิตใจ" ของผู้นำวัย 80 ปี ที่กำลังสั่งการสงครามในอิหร่านและอิสราเอลที่ยืดเยื้อมานานตั้งแต่ 28 ก.พ. การขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนถูกมองว่าเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม และเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าประธานาธิบดีอาจไม่สามารถแยกแยะความเหมาะสมของอำนาจที่ตนมีได้อีกต่อไป เมื่อประธานาธิบดี "หายไป" เบื้องหลังที่มา ม.25 ก่อนปี 1967 รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เดิมในมาตรา 2 วรรค 1 ระบุเพียงกว้าง ๆ ว่า อำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีจะตกเป็นของรองประธานาธิบดี ในกรณีที่ผู้นำพ้นจากตำแหน่ง ตาย ลาออก หรือ "ไร้สมรรถภาพ" (Inability) แต่กลับไม่ได้ให้รายละเอียดว่า "ไร้สมรรถภาพ" คืออะไร ใครเป็นคนตัดสิน หรือเมื่อผู้นำหายป่วยแล้วจะคืนอำนาจอย่างไร ช่องโหว่นี้เคยสร้างวิกฤตหลายครั้ง เช่น เมื่อปี 1881 ปธน.เจมส์ การ์ฟิลด์ ถูกยิงและมีชีวิตอยู่ต่ออีก 80 วันในสภาพกึ่งโคมา หรือ กรณี ปธน.วูดโรว์ วิลสัน ที่ล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจนเป็นอัมพาตและถูกปิดบังอาการนานเป็นปีในปี 1919 แต่ตำแหน่งก็ยังไม่มีการถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นทางการ ในยุคนั้น รองประธานาธิบดีมักไม่กล้าก้าวขึ้นมาแทนเพราะกลัวถูกตราหน้าว่าเป็น "ผู้ชิงอำนาจ" และไม่มีกฎหมายรองรับว่าหากประธานาธิบดีฟื้นตัวขึ้นมาจะสามารถทวงคืนตำแหน่งได้หรือไม่ ทำให้คณะทำงานต้องบริหารประเทศอยู่เบื้องหลังในสภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการลอบสังหาร ปธน.จอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) ในปี 1963 ซึ่งสร้างความตระหนกไปทั่วโลก เพราะหากเคนเนดีไม่เสียชีวิตทันทีแต่กลายเป็นเจ้าชายนิทรา สหรัฐฯ จะตกอยู่ในวิกฤตการณ์สืบทอดอำนาจท่ามกลางสงครามเย็นที่ตึงเครียด สภาคองเกรสตระหนักว่าอเมริกาไม่อาจปล่อยให้ตำแหน่งผู้นำสูงสุดว่างลงแม้แต่วินาทีเดียว โดยเฉพาะในยุคที่การตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ต้องเกิดขึ้นทันที วุฒิสมาชิก เบิร์ช เบย์ห จึงได้ผลักดันร่างกฎหมายเพื่ออุดช่องโหว่นี้อย่างจริงจัง จนกระทั่งสภาคองเกรสผ่านความเห็นชอบในปี 1965 และได้รับการรับรองเป็นบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 อย่างสมบูรณ์ในวันที่ 10 ก.พ.1967 โดยแบ่งเป็น 4 มาตราที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้อำนาจสูงสุดของชาติอยู่ในสภาวะที่ไม่มีใครควบคุมได้อีกต่อไป ได้แก่ มาตรา 1 การสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี (Presidential Succession) ระบุอย่างชัดเจนว่า หากประธานาธิบดีถูกถอดถอน, ถึงแก่อสัญกรรม หรือลาออก "รองประธานาธิบดีจะกลายเป็นประธานาธิบดีทันที" (ไม่ใช่แค่รักษาการ) เพื่อขจัดความสับสนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตว่ารองประธานาธิบดีมีอำนาจเต็มหรือไม่ มาตรา 2 การตั้งรองประธานาธิบดีคนใหม่ (Vice Presidential Vacancy) หากตำแหน่งรองประธานาธิบดีว่างลง (เช่น ขยับขึ้นไปเป็นประธานาธิบดี หรือลาออก) ประธานาธิบดีจะเป็นผู้เสนอชื่อรองประธานาธิบดีคนใหม่ และต้องได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงข้างมากจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มาตรา 3 การโอนอำนาจชั่วคราว แบบสมัครใจ (Voluntary Disability) หากประธานาธิบดีทราบล่วงหน้าว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ (เช่น ต้องวางยาสลบเพื่อผ่าตัด) สามารถ ส่งจดหมายแจ้งประธานสภาฯ เพื่อโอนอำนาจให้รองประธานาธิบดีเป็น "รักษาการ" ชั่วคราว และเมื่อพร้อมกลับมาทำงาน ก็เพียงส่งจดหมายแจ้งอีกฉบับเพื่อดึงอำนาจคืน ซึ่งเคยใช้จริงในสมัยเรแกน, บุช และ ไบเดน มาตรา 4 การประกาศภาวะไร้สมรรถภาพ แบบไม่สมัครใจ (Involuntary Removal) เป็นมาตราที่เป็นประเด็นมากที่สุด โดยอนุญาตให้ รองประธานาธิบดี ร่วมกับเสียงข้างมากของคณะรัฐมนตรี ลงนามในจดหมายแจ้งต่อประธานสภาว่า ประธานาธิบดี "ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้" เพื่อโอนอำนาจให้รองประธานาธิบดี ทันที มาตรานี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีที่ประธานาธิบดีป่วยหนักกะทันหัน หรือมีภาวะทางจิต/สมองที่ไม่เอื้อต่อการใช้อำนาจ แต่ตัวประธานาธิบดีไม่ยอมรับหรือไม่รู้ตัว เหตุการณ์จลาจลบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 ม.ค.2021 คือบททดสอบที่ใกล้เคียงการใช้มาตรา 4 มากที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อ "แนนซี เพโลซี" ประธานสภาฯ ในขณะนั้น ได้กดดันอย่างหนักให้ "รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์" ใช้กลไกนี้เพื่อปลด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทันที ทว่าเพนซ์เลือกปฏิเสธ โดยอ้างว่าต้องการหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญและรักษาความสามัคคี สะท้อนให้เห็นว่าแม้ข้อกฎหมายจะเปิดช่องไว้ แต่ "กำแพงแห่งความภักดี" และเดิมพันทางการเมือง มักเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้มาตรา 4 กลายเป็น "อาวุธนิวเคลียร์" ที่ไม่มีใครกล้ากดปุ่มใช้งานจริงจนถึงปัจจุบัน ปุ่มนิวเคลียร์ทางรัฐธรรมนูญและความเป็นจริงที่โหดร้าย บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 มาตรา 4 ถูกขนานนามว่าเป็น "มาตรการขั้นเด็ดขาดทางรัฐธรรมนูญ" เนื่องจากเป็นกลไกเดียวที่อนุญาตให้มีการยึดอำนาจจากประธานาธิบดีที่ยังมีชีวิตอยู่โดย "ไม่สมัครใจ" ขั้นตอนที่ซับซ้อนนี้ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่กรณีผู้นำ "หมดสภาพแต่ยังไม่ตาย" ซึ่งเป็นภาวะสุญญากาศทางอำนาจที่อันตรายยิ่งในยุคนิวเคลียร์ (ยุค JFK) กลไกการทำงานของมาตรา 4 เริ่มต้นที่ตัวละครสำคัญ 2 กลุ่ม คือ รองประธานาธิบดี และ คณะรัฐมนตรี ปัจจุบันรัฐบาลทรัมป์มีทั้งหมด 15 กระทรวงหลัก หมายความว่าต้องใช้เสียงอย่างน้อย 8 คนร่วมกับรองประธานาธิบดี (กลายเป็น 9 คน) ลงนามในหนังสือแจ้งต่อประธานรัฐสภา และประธานชั่วคราวของวุฒิสภาว่า ประธานาธิบดี ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจตามตำแหน่งได้ เหตุการณ์ "สงครามจดหมาย" (War of Letters) จะอุบัติขึ้นทันที จดหมายฉบับแรกถูกส่ง อำนาจการบริหารจะโอนไปยังรองประธานาธิบดีในฐานะ "รักษาการประธานาธิบดี" (Acting President) แต่หากประธานาธิบดี ยกตัวอย่างเช่น ทรัมป์ในวัย 80 ปี ไม่ยอมรับและส่งจดหมายโต้แย้งว่า ตนเองยังมีความสามารถครบถ้วน หากรองประธานาธิบดี และ ครม. ยังยืนยันในจดหมายฉบับแรก ก็จะส่งจดหมายอีกฉบับ ยืนยันความไม่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ของ ปธน.ทรัมป์ ภายใน 4 วัน หากเกิดการโต้แย้งกันเช่นนี้ เรื่องจะถูกส่งเข้าสู่สภาคองเกรส ซึ่งต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 ของทั้งสภาล่างและสภาสูง หากสภาลงมติไม่ถึงเกณฑ์หรือพิจารณาไม่เสร็จใน 21 วัน ประธานาธิบดีจะได้รับอำนาจคืนทันที ในทางปฏิบัติ มาตรานี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากประธานาธิบดียังคงมีสติที่จะโต้แย้ง กำแพงแห่งความภักดีและวิกฤตสุขภาพ "ทรัมป์" ในวัย 80 ในปี 2026 บริบททางการเมืองของสหรัฐฯ ตกอยู่ในสภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่าแดนสนธยาแห่งรัฐธรรมนูญ เมื่อทรัมป์ในวัย 80 ปี กำลังเผชิญกับข้อกังขาเรื่องสุขภาพที่ไม่อาจปฏิเสธได้ รายงานข่าวเรื่องการหลับในระหว่างการแถลงข่าว อาการหลงลืมชื่อผู้ร่วมงาน และพฤติกรรมที่ วุฒิสมาชิก คริส เมอร์ฟี นิยามว่า "วิกลจริตโดยสิ้นเชิง" หลังทรัมป์โพสต์ขู่ถล่มอิหร่านช่วงวันอีสเตอร์ กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ถูกนำมาถกเถียงเรื่องบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 อย่างไรก็ตาม การเปิดใช้งานมาตรา 4 ในปี 2026 นั้นน่าจะยากกว่าปี 2021 อย่างมหาศาล เนื่องจากทรัมป์ได้สร้าง "กำแพงแห่งความภักดี" ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกอบด้วยบุคคลที่จงรักภักดีเป็นเลิศ เช่น แพม บอนดี อัยการสูงสุด พีท เฮกเสธ รมว.กลาโหม ซึ่งล้วนถูกมองว่าเป็นกลุ่ม "โรยัลลิสต์" ที่ทรัมป์เลือกมาเพื่อกันกระแทกจากกลไกทางกฎหมายโดยเฉพาะ สำหรับ เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีวัย 41 ปี เขาคือตัวละครที่กุมชะตากรรมของประเทศไว้ในมือ เพราะมาตรา 4 ไม่อะลุ่มอล่วยให้ดำเนินการได้โดยไม่มีเขา คำถามสำคัญคือ แวนซ์จะกล้าเป็นผู้นำรัฐประหารเงียบหรือไม่ ? นักวิชาการมองว่าโอกาสนี้มีน้อยมาก เนื่องจากแวนซ์ต้องเลือกระหว่าง "บุญคุณ" ของทรัมป์ กับ "ความอยู่รอด" ของสหรัฐฯ หากแผนการรั่วไหลเพียงนิดเดียว ทรัมป์ที่มีอำนาจเต็มก็อาจสั่งปลดรัฐมนตรีทุกคน ที่ร่วมขบวนการก่อนที่จดหมายจะถูกส่งถึงสภา นอกจากนี้ การพิสูจน์ภาวะ "ไร้สมรรถภาพ" ในเชิงกฎหมายยังเป็นสภาวะสีเทา แม้จะมีนักจิตวิทยาอย่าง จอห์น การ์ตเนอร์ และ แฮร์รี ซีกัล ออกมาเตือนเรื่องภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น แต่ทำเนียบขาวยังคงยืนยันว่าทรัมป์มีความเฉียบแหลมทางปัญญาเป็นเลิศ ท้ายที่สุด ตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือ เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น "ทายาทอสูร" ของทรัมป์ ในโลกของการเมืองระดับสูง ความภักดีมักถูกทดสอบด้วยผลประโยชน์แห่งรัฐ หากแวนซ์เห็นว่าพฤติกรรมของทรัมป์กำลังนำประเทศไปสู่สงครามโลกหรือการล่มสลายทางเศรษฐกิจ เขาจะกล้า "หันคมดาบ" เข้าหาผู้ที่ปลุกปั้นเขามาหรือไม่ ? คณะรัฐมนตรีชุดนี้ถูกคัดสรรมาเรื่องความภักดี แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่าง "การล่มจมไปพร้อมผู้นำ" กับ "การเป็นฮีโร่ผู้รักษาเสถียรภาพ" รอยร้าวในกำแพงเหล็กย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : Could the 25th Amendment be invoked against Trump? Here's how it works , ‘Unhinged madman’: US politicians react to Trump’s expletive-laden threat to Iran , The 25th Amendment: Can Trump be declared unfit for office? , What to Know About the 25th Amendment as Lawmakers Call for Trump’s Removal อ่านข่าวอื่น : กรมธนารักษ์ เปิดจำหน่าย "เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก" วันพระบรมราชสมภพ ครบ 100 ปี สภาเคาะแถลงนโยบายรัฐบาล 9-10 เม.ย. รวม 32.30 ชม. ฝ่ายค้าน 14.30 ชม. เงินเฟ้อ มี.ค.ลด 0.08% จับตา เม.ย.พุ่งแรง เหตุรัฐตรึงดีเซล
Go to News Site