Collector
“อรรถกร” อภิปรายนโยบายรัฐบาล ทวงทุกสัญญาหาเสียง | Collector
“อรรถกร” อภิปรายนโยบายรัฐบาล ทวงทุกสัญญาหาเสียง
Thai PBS

“อรรถกร” อภิปรายนโยบายรัฐบาล ทวงทุกสัญญาหาเสียง

วันนี้ (9 เม.ย.2569) ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม อภิปรายการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุว่า รู้สึกเฉย ๆ ไม่ตื่นตาตื่นใจ คล้ายกับการแถลงนโยบายในสถานการณ์ปกติ ไม่แน่ใจว่า แนวนโยบายของรัฐบาลจะตอบโจทย์กับสถานการณ์โลกที่ผกผันและไม่แน่นอนเพียงใด แต่อย่างไรก็ดี น้อมรับว่า รัฐบาลที่นำโดยนายอนุทินประสบความสำเร็จและได้รับฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ ผมขอพูดตรง ๆ ว่าเห็นใจท่านนายกที่ซวย ขอโทษครับ ที่ดวงไม่ดี พอกำลังแบ่งตำแหน่งปุ๊บก็เจอวิกฤตทันที แต่ที่กระผมเป็นห่วงและเห็นใจมากกว่าก็คือ ความไม่สบายใจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนไทยที่แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า และต้องพึ่งพาตนเองในการกัดฟันฝ่าวิกฤตด้วยตัวของพวกเขาเอง นายอรรถกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสับสนวุ่นวายจากการสื่อสารในช่วงวิกฤต ข้อมูลที่กระจัดกระจายก่อให้เกิดความสับสนอลหม่านและความไม่เชื่อมั่นจากภาคประชาชน เช่น การที่เราในฐานะคนไทยที่ต้องใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน ยังไม่ทราบเลยว่าประเทศไทยเรามีสต็อกน้ำมันเท่าไหร่ จะมีไปถึงไหน หรือให้เราประหยัดการใช้ลง 10 % จากปกติต้องเดิน 10 ก้าว ผมจะพยายามลดการเดินลงให้เหลือ 9 ก้าว หรือเสนอให้อยู่อย่างพอเพียง ทั้งหมดทั้งปวง ตนเห็นท่านทำงานเชิงรับ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ต้องทำงานเชิงรุก ถึงลูกถึงคน ชนได้ชน ชนไม่ได้ก็ต้องชน และต้องเด็ดขาดในยามวิกฤต " เมื่อมาดูนโยบายต่าง ๆ อย่างแรกคือ ครม. มืออาชีพ ซึ่งผมก็เข้าใจว่า คณะท่านประกอบจากคนในการเมืองและคนนอก ผมก็เข้าใจ แต่ก็เป็นห่วงหนึ่งท่านที่ตอนนี้ได้แปลงร่างจากนักธุรกิจเป็นนักการเมืองเรียบร้อยแล้ว ใช่ครับ ผมกล่าวถึงท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นั่นเอง เพราะท่านเปิดตัวดังยิ่งกว่าพลุของงานวิจิตรเจ้าพระยา ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจุดเพื่อเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาเสียอีก แต่หลังจากประกาศหลายเรื่อง ตอนนี้ท่านมืออาชีพของผมค่อย ๆ หายเข้ากลีบเมฆพร้อมกับคำสัญญาต่าง ๆ ที่ประกาศตอนช่วงหาเสียง ผมชื่นชอบท่านรองนายกฯนะครับ ดังนั้นก็ขอให้ท่านนายกฯ มอบหมายภารกิจให้ท่านเยอะ ๆ เพราะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน หวังว่าท่านนายกฯ จะไม่ลืมท่านศุภจี ” อีกหนึ่งนโยบายเรื่องคนละครึ่งพลัส โดยคาดว่า จะต้องใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ผมก็ไม่ได้ขัดข้องเลย ถ้าไม่พอจะเป็นคนละครึ่งพลัส พลัส ก็ได้ จาก 2,000 เป็น 4,000 ก็หวังด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า ท่านจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเร็ว อีกคำมั่นสัญญาที่ผมต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นั่นก็คือ ไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย เพื่อบรรเทาภาระพลังงานครับท่านประธาน แต่สิ่งที่สวนทางกับนโยบายท่านนายกจากภูมิใจไทยก็คือ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ งวดเดือน พ.ค. - ส.ค. จากเดิม 3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะปรับสูงขึ้น 2 % ทำไม ทำไมมันสวนทางกับนโยบายที่ประกาศไว้ ฝ่ายค้านอย่างผมก็คงต้องติดตามและทวงถามรัฐบาลเรื่องนี้ต่อไป ในส่วนของนโยบายจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่จะผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว เป็นนโยบายใหม่นั้น นายอรรถกร กล่าวว่า จากข้อมูลสถิติยอดจดทะเบียนมอเตอร์ไซค์สูงสุดในโลกกว่า 22 ล้านคัน ถ้าครึ่งหนึ่งตื่นตัวต่อนโยบายของท่าน เราจะมีมอเตอร์ไซค์เพิ่มขึ้นในระบบอีก 11 ล้านคัน ตนเป็นห่วงมอเตอร์ไซค์เดิมก็มีจำนวนมหาศาล เราจะจัดการมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ใช้แล้วอย่างไร และในอนาคตแบตเตอรี่ที่มันจะต้องเสื่อมและถูกทิ้งจะจัดการอย่างไร ที่น่าสนใจคือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคงจะรวย รวยจนไม่มีกี่เกินเงินด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวของท่าน ผมไม่ได้ค้านหัวชนฝา ถ้าท่านจะดำเนินนโยบายนี้ ก็ขอให้คิดให้รอบคอบและเดินไปให้สุด ไม่ทิ้งไว้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เหมือนนโยบายสีเขียวในอดีตที่ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ สำหรับนโยบายทหารอาสาและพยาบาลอาสา นายอรรถกร มองว่า รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาทต่อปี และอาจเป็นภาระผูกพันระยะยาวหลายปี จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาค่าตอบแทนของอาสาสมัครเกษตร (อกม.) ซึ่งเป็นกลุ่มจิตอาสาภาคเกษตรที่ทำงานมายาวนานแต่ยังไม่เคยได้รับค่าตอบแทน ในด้านความมั่นคง นายอรรถกร กล่าวถึงนโยบายสร้างกำแพงป้องกันภัยรุกรานและยกเลิก MOU ที่รัฐบาลเคยประกาศบนเวทีหาเสียง โดยย้ำว่า จะติดตามอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะดำเนินการเมื่อใด ส่วนเป้าหมายการผลักดัน GDP ให้เติบโต 3% ภายใน 4 ปี นายอรรถกร กล่าวว่า แม้จะเอาใจช่วยให้รัฐบาลทำได้ แต่สถานการณ์จริงดูเป็นเรื่องยาก เพราะหลายหน่วยงานทั้ง กกร. สภาพัฒน์ KKP, SCB, CIC, IMF และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ต่างประเมินว่า GDP ปีนี้จะเติบโตเพียง 1.2-2.5% เท่านั้น อีกประเด็น คือ นโยบายทบทวนการตรวจลงตราเข้าเมือง หรือ Free Visa นายอรรถกร ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกฯคนก่อนอย่างเร่งด่วน ในการทบทวนระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งหลายประเทศได้รับสิทธิพำนักในไทยถึง 60+30 วัน ทั้งที่นักท่องเที่ยวระยะสั้นมีค่าเฉลี่ยการพำนักเพียง 6-10 วัน และนักท่องเที่ยวระยะไกลเฉลี่ยไม่เกิน 22 วัน ระยะเวลาที่อนุญาตในปัจจุบันอาจยาวเกินความจำเป็น และอาจส่งผลกระทบต่อการเข้ามาพำนักอาศัยและแย่งงานแรงงานไทย จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งดำเนินการทบทวนเรื่องนี้ ในประเด็นการบริหารภาครัฐ นายอรรถกร กล่าวว่า แม้รัฐบาลประกาศให้ความสำคัญกับการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต แต่ข้อมูลล่าสุดกลับสะท้อนว่า ดัชนีดังกล่าวในปี 2568 ต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี โดยไทยได้เพียง 33 คะแนนจาก 100 คะแนน ช่วงท้ายของการอภิปราย นายอรรถกร กล่าวถึงคำแถลงของนายกฯที่ระบุว่า จะเร่งเยียวยากลุ่มเปราะบางจากผลกระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ พร้อมสร้างโอกาสอย่างทั่วถึงให้ทุกกลุ่มอาชีพ แต่ตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมากลุ่มเปราะบางกลับไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ขณะที่กลุ่มทุน โดยเฉพาะกลุ่มทุนด้านพลังงาน กลับได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว ผมจะเก็บเล่มนโยบายของรัฐบาลไว้ใกล้ตัว เพื่อคอยทวงถามทุกคำมั่นที่รัฐบาลให้ไว้ต่อรัฐสภา นายอรรถกร ยังย้ำว่า หากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีหลงลืมคำสัญญา ตนและ สส.พรรคกล้าธรรม ที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะคอยเตือนความทรงจำของรัฐบาลต่อไป จนกว่าจะทำตามสิ่งที่ให้ไว้กับประชาชนครบถ้วน ยอมรับว่ามีบางส่วนที่รัฐบาลพยายามใส่นโยบายหาเสียงลงในคำแถลง แต่คำถามสำคัญคือ นโยบายเหล่านั้นจะทำได้จริงหรือไม่ ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ และจะเป็นประชาชนฐานรากจริงหรือไม่ อ่านข่าว "ณัฐพงษ์" ยก 5 คลัสเตอร์ ดุลอำนาจรัฐบาล ซัดพรรคอันดับ 2 ละทิ้งจุดยืน เกาะติดประชุมสภา นายกฯ แถลงนโยบายรัฐบาล นายกฯ แถลงนโยบาย ลั่นจะทำทุกวิถีทางขับเคลื่อนประเทศ คนไทยตั้งตัวได้ ถ่ายทอดสด นายกฯ อนุทิน แถลงนโยบาย ชู 5 เสาหลักขับเคลื่อนประเทศ

Go to News Site