Thai PBS
นายกฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร่ายยาวตามสคริปต์ ระบุเป้าหมายรัฐบาลในการขับเคลื่อนนำพาประเทศ ซึ่งมาจากทั้งนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ช่วงรณรงค์เลือกตั้ง การเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจากเหตุการณ์ตะวันออกกลางที่ส่งผลถึงประเทศ ทั้งเรื่องน้ำมัน เรื่องดูแลสินค้อุปโภคบริโภค เรื่องเดินหน้าต่อตามแนวทาง "รักชาติ" ที่มีจุดพลุขึ้นช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จนได้เสียงสนับสนุนมากมาย และการเดินหน้าต่อยอด มองทะลุไปถึงข้างหน้า ทั้งการดึงเทคโนโลยี่ และเอไอ รวมทั้งฐานข้อมูล (data base) เข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญ ขณะที่ประธานสภาผู้แทนฯ นายโสภณ ซารัมย์ แสดงออกถึงความเก๋าเกม รับมือเอาอยู่ ไม่ว่าจะกรณี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ประท้วง เรียกร้องให้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ใช้คำพูดอื่นหรือถอนถ้อยคำอภิปรายที่ว่า (พรรคการเมืองใหญ่อันดับ 2 ขั้วรัฐบาล) ขายวิญญาณประชาธิปไตย จนเกิดประท้วงไปมานานนับสิบนาที ก่อนที่นายณัฐพงษ์ จะเปลี่ยนไปใช้คำว่า ละทิ้งจุดยืนเดิม ทั้งยังสยบการประท้วงของ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.องครักษ์ จากพรรคภูมิใจไทยด้วยกัน ต่อการอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่อ้างว่ารัฐบาลอนุทิน 1 กับรัฐบาลอนุทิน 2 เป็นคนละชุดกัน แต่ นายโสภณ ระบุชัดว่า เป็นรัฐบาลชุดต่อเนื่องกัน พรรคกล้าธรรม ที่เป็นอีกหนึ่งพรรคใหญ่ของฝ่ายค้าน แม้จะมีคนเห็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค นำพาลูกพรรคเข้าร่วมประชุมสภาฯ แต่โควต้าอภิปรายของพรรค กลับเป็นของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร อดีตรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ แม้จะมีชี้จุดอ่อนในคำแถลงนโยบายในหลายเรื่อง แต่ดูจะไม่เข้มข้นเหมือนหัวหน้าพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ แต่ออกไปในทางเห็นใจ และย้อนเรื่องในอดีตที่ได้ให้ความร่วมมือตามคำบัญชานายอนุทิน เมื่อครั้งร่วมรัฐบาลเสียมากกว่า ขณะที่นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเป็น "มิสเตอร์ไมโครโฟน" ตามที่กูรูทางการเมืองบางคนยกให้เป็น ด้วยการวิพากษ์ร่างแถลงนโยบายในแทบทุกประเด็นว่า ขาดความใส่ใจต่อความเดือดร้อนของประชาชน จึงแทบไม่มีอะไรจะตอบโจทย์ได้ และเร่งรัฐบาลให้สางปม "ไอ้โม่ง" กักตุนน้ำมัน ที่เคยเตือนตั้งแต่แรกแต่ถูกเมิน อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 คนที่เป็นแกนนำจาก 3 พรรคฝ่ายค้าน ถือว่าได้เปิดประเด็นที่ถูกถูกคาดหมายไว้ล่วงหน้าว่า รัฐบาลจะเจอ "งานเข้า" แน่ๆ โดยเฉพาะเรื่องน้ำมันที่ถูก "จองกฐิน" ไว้ล่วงหน้า วันที่ 10 เมษายน 2569 วันที่ 2 ของการแถลงนโยบาย พรรคประชาชนจัดเตรียมขุนพล "ตัวตึง" ไว้เพร้อม นำโดย นายรังสิมันต์ โรม สำหรับกระทุ้งเรื่องน้ำมัน และจะขยายผลไปถึง "ไอ้โม่ง" และกลุ่มขบวนการกักตุนและได้ประโยชน์จากน้ำมันหายไปจากตลาดในช่วงเริ่มต้นวิกฤติ ซึ่งครั้งแรก นายอนุทิน ปฏิเสธว่าไม่มี "ไอ้โม่ง" และโยนไปที่ประชาชน หาว่าตื่นตระหนก และเป็นต้นเหตุสำคัญ รวมทั้งเรื่องคุณสมบัติของนายอนุทิน บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่พรรคประชาชน วางตัว นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เอาไว้ นอกจากเรื่องผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ที่มีผลต่อประเทศ ทั้งเรื่องน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่จ่อคิวขยับราคาแล้ว เรื่องสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา ที่หลายฝ่ายวิตกว่า จะเกิดความรุนแรงและเกิดปะทะเป็นรอบที่ 3 ก็อยู่ในคิวอภิปรายของฝ่ายค้านเช่นกัน รวมทั้งนโยบายความชัดเจน เรื่องแก้ปัญหาชายแดนใต้ 3 จังหวัด ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ จะยึดแนวทางเดิมเรื่องเจรจาสันติสุขที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ทำไว้ หรือจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ ความดุเดือดเข้มข้นในวันที่ 2 (10 เม.ย.2569) จึงถูกคาดหมายว่า จะไม่ต่างจากช่วงต้นๆของวันแรก แม้จะเป็นเรื่องแถลงนโยบายรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นการซ้อมซักฟอกรัฐบาลดีๆ นี่เอง "ประจักษ์ มะวงศ์สา" บรรณาธิการอาวุโส อ่านข่าว "อภิสิทธิ์" ลั่นนโยบายรัฐบาลอนุทิน ไม่นึกถึงประชาชน คนจะร้อง "พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว" “อรรถกร” อภิปรายนโยบายรัฐบาล ทวงทุกสัญญาหาเสียง "ณัฐพงษ์" ยก 5 คลัสเตอร์ ดุลอำนาจรัฐบาล ซัดพรรคอันดับ 2 ละทิ้งจุดยืน
Go to News Site