Collector
กทม.คว้า "Gold" ด้านความเท่าเทียมทางเพศจาก UNDP เมืองแรกในเอเชียแปซิฟิก | Collector
กทม.คว้า
Thai PBS

กทม.คว้า "Gold" ด้านความเท่าเทียมทางเพศจาก UNDP เมืองแรกในเอเชียแปซิฟิก

วันนี้ (24 เม.ย.2569) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับนายอเล็กซานเดอร์ เดอ ครู ผู้บริหารสูงสุดของ UNDP พร้อมรับรางวัลโครงการตรารับรองความเท่าเทียมทางเพศของหน่วยงานรัฐ ระดับเหรียญทอง โดยมี รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมพิธี ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร กรุงเทพมหานครได้รับรางวัล Gender Equality Seal ระดับ Gold สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นมาตรฐานการรับรองด้านความเท่าเทียมทางเพศระดับนานาชาติที่มีความเข้มข้น และนำมาใช้ประเมินความมุ่งมั่นของภาครัฐในการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ ด้วยรางวัลนี้ กทม. จึงเป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ที่ได้รับการรับรองระดับเหรียญทอง ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่มุ่งส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และลดช่องว่างทางเพศที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ปัจจุบันโครงการนี้ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานกว่า 100 แห่ง ในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก นายชัชชาติ เปิดเผยว่า รางวัลนี้ไม่ใช่รางวัลของกรุงเทพมหานคร แต่เป็นรางวัลของประเทศไทย เพราะคนในกรุงเทพฯ ก็มีคนจากทุกจังหวัดที่มาอยู่ร่วมกันในมหานครแห่งนี้ และเป็นรางวัลแรกที่เมืองได้รับในระดับเอเชียแปซิฟิก กรุงเทพมหานครดำเนินการเรื่องนี้มา 2 ปีกว่า ซึ่ง 2 ปีที่แล้ว ได้คะแนนเพียง 8.8% แต่จากการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม สามารถพัฒนาคะแนนมาถึง 94.8% จาก 40 ตัวชี้วัดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เราทำได้ถึง 38 ตัวชี้วัด และตัวชี้วัดที่เป็น Gold Standard 14 มาตรฐาน เราทำได้ทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าทำอย่างจริงจัง “การจะทำให้ยั่งยืนนั้น สุดท้ายแล้วต้องทำให้เป็นเรื่องปกติและเป็นวัฒนธรรมองค์กร เป็นแนวคิดที่เราจะไม่ย้อนกลับไปถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศ เชื่อว่าองค์กรอย่าง UNDP มาช่วย ทำให้เรามั่นใจได้ว่ามาตรฐานการวัดเป็นไปอย่างสากล เชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ขึ้นกับบุคคล แต่ขึ้นกับกระบวนการดำเนินงาน ไม่ว่าตนจะอยู่หรือไม่อยู่ หรือจะเปลี่ยนผู้บริหาร ก็จะยังเป็นแบบแผนที่เรายึดดำเนินการต่อไป” ด้าน รศ.ทวิดา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีนี้ เราเรียนรู้จาก UNDP เยอะมาก แม้มั่นใจว่าทำมาได้ดี แต่ตลอดเส้นทางก็ได้เห็นช่องว่างที่ยังทำไม่ได้อีกเยอะมาก จากการแลกเปลี่ยนทำให้ปรับปรุงได้ดีขึ้น ที่สำคัญ คือ กทม.ทำคนเดียวไม่ได้ "การได้รับรางวัลนี้ส่วนใหญ่เป็นเพราะได้รับความร่วมมือจากประชาชน ภาคเอกชน มูลนิธิ และเครือข่ายของเรา เพื่อน ๆ ของเราที่เป็นคนที่หลากหลาย ทำให้รู้สึกว่าในที่สุดเพื่อนคือเพื่อน คำว่าหลากหลายไม่ใช่คำที่เอามาเป็นตัวปัจจัยในการกำหนดอะไรอีกต่อไป" ขณะที่นายอเล็กซานเดอร์ เดอ ครู กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และที่สำคัญที่สุด คือ ชาวกรุงเทพฯ ทุกคน รางวัลนี้เป็นความสำเร็จร่วมกันที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง กทม.ถือเป็นเมืองแรกและเป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับการรับรองระดับ Gold ไม่ใช่เพียงความสำเร็จแรกที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยคือผู้นำในด้านนี้ แต่การประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำ อีกทั้ง กทม.กำลังเตรียมตัวเสนอตัวเป็นเจ้าภาพงาน World Pride อีกด้วย ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงบทบาทผู้นำในระดับสากลที่ชัดเจนมาก การบริหารในระดับเมืองมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด หน้าที่ผู้บริหาร กทม.ในทุก ๆ วัน คือการรับฟังและแก้ไขปัญหา พร้อมกับการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้คน สำหรับตนและ UNDP แล้ว ความเท่าเทียมทางเพศ คือ เรื่องของการสร้างโอกาสให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม ดังนั้นการที่ กทม.ได้รับรางวัลนี้ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการเป็นผู้นำเมืองที่มีวิสัยทัศน์ และพวกเราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่กรุงเทพฯ สามารถก้าวไปถึงระดับนี้ได้ ทั้งนี้ เมื่อเริ่มต้นเส้นทางการประเมินความเท่าเทียมทางเพศกับโครงการ Gender Seal ในเดือน ส.ค.2566 กรุงเทพมหานครบรรลุเป้าหมายของโครงการ Gender Seal ได้เพียง 8% แต่ภายในระยะเวลา 2 ปี จนถึงการประเมินรอบสุดท้าย ทำคะแนนได้สูงถึง 94.8% โดยผ่านเกณฑ์ 38 จาก 40 ตัวชี้วัด ครอบคลุมตั้งแต่การบูรณาการมิติทางเพศในการจัดสรรงบประมาณและนโยบาย การจัดการกับความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ การสร้างความปลอดภัย รวมถึงการส่งเสริมความเท่าเทียมภายในองค์กรของตนเอง โดย กทม. สะท้อนให้เห็นว่าความก้าวหน้าด้านความเท่าเทียมทางเพศสามารถเกิดขึ้นได้จริง ตลอดกระบวนการการเข้าร่วมโครงการ Gender Seal กทม.ได้บูรณาการมิติทางเพศเข้าไปในโครงการระดับเทศบาลมากกว่า 200 โครงการ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย SGDs ข้อ 5 ด้านความเท่าเทียมทางเพศ โดยมีการใช้ข้อมูลแยกตามเพศแบบเปิด (open sex-disaggregated data) เพื่อออกแบบมาตรการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดโครงการสำคัญ เช่น โครงการแจกผ้าอนามัยฟรี และติดตั้งไฟถนน LED มากกว่า 30,000 จุด ตามนโยบายกรุงเทพฯ ต้องสว่าง โดยอิงข้อมูลจากประชาชนแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในเมือง นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศลดลงจาก 3.1% เหลือ 0.9% ความมุ่งมั่นนี้ ยังครอบคลุมถึงชุมชน LGBTQI+ โดย กทม.ได้จัดตั้งคลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย 31 แห่ง เพื่อให้บริการด้านสาธารณสุขที่ปลอดภัยและครอบคลุม โดยเฉพาะกับกลุ่ม LGBTQI+ และได้ให้บริการประชาชนไปแล้วมากกว่า 8,400 คน กทม.ยังเป็นตัวอย่างในด้านความเท่าเทียมทางเพศผ่านนโยบายขององค์กร โดยมีนโยบายลาคลอด 120 วัน พร้อมกับการเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็ก เพื่อสนับสนุนความสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวและการเติบโตในเส้นทางการทำงาน และเป็นหน่วยงานระดับท้องถิ่นแห่งแรกที่อนุญาตให้บุคลากรแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศ อีกทั้งยังผลักดันการลดอุปสรรคที่จำกัดบทบาทผู้นำของผู้หญิง โดยปัจจุบันมีสัดส่วนผู้หญิงในองค์กร 43% ของพนักงานทั้งหมด และในระดับผู้บริหารสูงถึง 50% ก่อนหน้านี้ "ไทย" อยู่ในพาดหัวข่าวของสื่อทั่วโลก เมื่อเดือน ม.ค.2568 จากการเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยรางวัล Gender Equality Seal ระดับ Gold ของ กทม.ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของเมือง ในฐานะจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้างและมีความครอบคลุม เป็นต้นแบบให้กับเมืองอื่น ๆ อ่านข่าว : สนามบินอิหร่านกลับมาเปิด 25 เม.ย.นี้ หลังเปิดน่านฟ้าช่วงหยุดยิง นายกฯ เผย "หวัง อี้" ระบุกัมพูชาไม่อยากสู้รบกับไทยแล้ว ขยายเวลาจัดเก็บ "ภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง" ปี 69 ถึง ก.ย. ผ่อนชำระได้ 3 งวด

Go to News Site