โหนกระแส
วิกฤตศรัทธาต่อป.ป.ช.ปะทุขึ้นระลอกใหญ่ หลังแถลงการณ์ชี้แจงมติยกคำร้องคดีหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าสวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยสั่งให้พ้นจากตำแหน่งเพราะปมถือครองหุ้น แกนกลางของเรื่องไม่ได้อยู่แค่ตัวคดี แต่อยู่ที่ความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบ เมื่อคำอธิบายของป.ป.ช. ถูกครหาว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏก่อนหน้า พรรคประชาชนสะท้อนตรงไปตรงมาว่า คำชี้แจงของป.ป.ช.ไม่เพียงอ่อนน้ำหนัก ยังคล้ายกับการ “ฟอกขาว” มากกว่าการตรวจสอบเชิงลึก คำถามสำคัญคือ ป.ป.ช.ยังยืนอยู่บนหลักเดียวกับที่สังคมคาดหวังหรือไม่ เพราะในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถึงเจตนาและผลทางการเมืองชัดเจน การตีความของ ป.ป.ช.กลับฉีกออกไปทิศทางตรงข้าม สถานการณ์ยิ่งร้อนแรง เมื่อพรรคประชาชนเตรียมใช้กลไกรัฐสภา เข้าชื่อ สส. ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอไปยังประธานศาลฎีกาให้ไต่สวน ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 อย่างไรก็ตาม ด่านสำคัญของกลไกนี้อยู่ที่ประธานสภา ซึ่งมีอำนาจชี้ขาด ว่าจะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่ ตรงนี้จึงเป็น “จุดตัด” ทางการเมือง เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภามีสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในคดี หากประธานสภาตัดสินใจไม่ส่งเรื่อง คำถามเรื่องความเป็นกลางจะย้อนกลับมาทันที ไม่ต่างจากที่ ป.ป.ช.กำลังเผชิญอยู่ คือความสงสัยจากสังคมว่าการใช้อำนาจตั้งอยู่บนหลักการ หรือถูกครอบด้วยแรงกดดันทางการเมือง ในทางกลับกัน หากส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ก็จะเป็นการเปิดช่องให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินต่ออย่างโปร่งใส แม้จะมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองตามมา แต่ก็ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบได้บางส่วน โจทย์ใหญ่จึงตกอยู่กับประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ จะเลือกยืนอยู่ข้างหลักการ หรือเลือกปกป้องเครือข่ายพวกพ้อง นาทีนี้จึงต้องจับตาว่าประธานสภา โสภณ ซารัมย์ จะตัดสินใจอย่างไร […]
Go to News Site