Collector
พณ.เร่งเจาะตลาดเข้าญี่ปุ่น หวังดันยอดส่งออกข้าวไทยพุ่ง เป้า 7 ล้านตัน | Collector
พณ.เร่งเจาะตลาดเข้าญี่ปุ่น  หวังดันยอดส่งออกข้าวไทยพุ่ง เป้า 7 ล้านตัน
Thai PBS

พณ.เร่งเจาะตลาดเข้าญี่ปุ่น หวังดันยอดส่งออกข้าวไทยพุ่ง เป้า 7 ล้านตัน

วันนี้ (27 เม.ย.2569) นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา กรมฯได้นำ ผู้ส่งออกข้าวไทยเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น เพื่อพบปะหารือและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าข้าวของญี่ปุ่น พร้อมทั้งจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยร่วมกับร้านอาหารไทยในญี่ปุ่น เพื่อกระตุ้นความต้องการบริโภคข้าวไทยและรักษาส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในญี่ปุ่น โดยกรมฯ ได้นำคณะผู้ส่งออกข้าวไทยพบ 4 บริษัทนำเข้าข้าวไทยทั้ง 4 ต่างมีความสัมพันธ์ทางการค้าข้าวที่ดีกับกรมฯ และผู้ส่งออกข้าวไทยมาอย่างยาวนาน เนื่องจาก ข้าวไทยยังคงมีคุณภาพและมาตรฐานที่ดี รวมทั้งปลอดภัยต่อผู้บริโภคในญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งส่งมอบข้าวได้ตามกำหนดเวลาและทันต่อความต้องการข้าวของญี่ปุ่นมาโดยตลอด ผู้นำเข้าข้าวต่างยืนยันว่าจะยังคงนำเข้าข้าวไทยต่อไป แม้ว่าจะนำเข้าข้าวไทยนอกโควตาที่ต้องเสียภาษีประมาณ 341 เยน/กิโลกรัม (68 บาท/กิโลกรัม) นอกจากนี้ ผู้นำเข้าข้าวยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ความต้องการข้าวไทยในญี่ปุ่นยังคงมีอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคอุตสาหกรรมแปรรูป เช่น เซมเบ้ โชยุ มิโซะ และเหล้าอาวาโมริ และเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและร้านอาหารดังนั้นมองว่าข้าวไทยยังมีโอกาสเติบโตในตลาดญี่ปุ่นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังได้พบหารือผู้ผลิตมิโซะรายใหญ่ของญี่ปุ่น โดยใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้า  จากเดิมใช้ข้าวญี่ปุ่นเท่านั้น ต่อมาเห็นว่าข้าวไทยมีคุณสมบัติและรสชาติที่ดีและใกล้เคียงกับข้าวญี่ปุ่น ประกอบกับราคาข้าวไทยเหมาะสม จึงได้ปรับสูตรมิโซะสำหรับทำจากข้าวไทย ปัจจุบันข้าวไทยจึงเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญในการผลิตมิโซะ และยืนยันว่าจะยังคงใช้ข้าวไทยต่อไป ญี่ปุ่นเตรียมเปิดประมูลข้าวเม็ดกลาง-สั้น พ.ค.นี้ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ได้หารือกับอธิบดีกรมผลิตผลการเกษตร ของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries: MAFF) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่กำหนดปริมาณการนำเข้าข้าวและกำกับดูแลการประมูลเพื่อนำเข้าข้าวของญี่ปุ่น โดยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าข้าวระหว่างกัน   ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันราคาข้าวในญี่ปุ่นได้ปรับตัวลดลง เนื่องจากในระยะที่ผ่านมาภาครัฐโดยหน่วยงาน MAFF ได้ทยอยนำข้าวเมล็ดกลาง และเมล็ดสั้น (ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคข้าวเมล็ดกลางและเมล็ดสั้น) ในสต็อกของรัฐออกมาระบายสู่ตลาด และคาดว่าในเดือนพ.ค.หน่วยงาน MAFF จะเริ่มทยอยเปิดประมูลนำเข้าข้าวเมล็ดกลางและเมล็ดสั้นจากต่างประเทศ เพื่อทดแทนข้าวในสต็อก  ส่วนฝ่ายไทยได้ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นพิจารณารักษาระดับการนำเข้าข้าวไทยในปริมาณที่ใกล้เคียงกับที่ผ่านมาประมาณ 300,000 ตัน/ปี เพื่อเป็นการแสดงไมตรีจิตรดีที่ต่อกัน ปัจจุบันอาหารไทยในญี่ปุ่นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก กรมฯ จึงได้ร่วมกับทูตพาณิชย์ กรุงโตเกียว จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เช่น  ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมไทย ข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวหอมนิล เพื่อนำเสนอความหลากหลายของข้าวไทยที่มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ควบคู่กับการสร้างการจดจำเกี่ยวกับเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย ญี่ปุ่น นำเข้าข่าวไทย 3 แสนตัน/ปี ทั้งนี้ปีญี่ปุ่นมีการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศประมาณ 760,000 ตัน/ปี แบ่งเป็นเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม ประมาณ 660,000 ตัน และเพื่อใช้ในครัวเรือนและร้านอาหาร  ประมาณ 100,000 ตัน โดยไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นปีละประมาณ 290,000 – 300,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนของข้าวไทยประมาณ38 – 39%  ของปริมาณการนำเข้าข้าวของญี่ปุ่น สำหรับชนิดข้าวไทยที่ส่งไปญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิไทย การเดินทางเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า เพื่อยกระดับไปสู่การเป็นพันธมิตรทางการค้าข้าว (strategic partner) ที่ดีระหว่างกันแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นความต้องการบริโภคข้าวไทยในภาคครัวเรือนและร้านอาหารให้เพิ่มขึ้น และสร้างการจดจำและการระลึกถึงข้าวไทยเมื่อนึกถึงข้าวตามแนวคิด Think Rice Think Thailand พาณิชย์ เร่งบูรณาการ “ข้าวไทยทั้งระบบ”แก้ปัญหาราคาตก ในขณะที่ราคาข้าวเปลือกในประเทศแม้ว่าราคาจะขยับขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่คุ้มทุนกับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง โดยราคารับซื้อข้าวเปลือก เฉลี่ยช่วงเดือนเม.ย.69 ข้าวเปลือกหอมมะลิ 105 เฉลี่ยราคา 15,400 - 17,900บาท/ตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี เฉลี่ยราคา 8,000 - 10,000 บาท/ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ราคาเฉลี่ย 6,300 - 8,200 บาท/ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ราคาเฉลี่ย 8,000 - 11,500 บาท/ตัน โดยเมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยมีการประชุมสามัญประจำปี ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดการประชุมซึ่งมีตัวแทนเกษตรกรจาก 57 จังหวัดกว่า 200 ราย เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะของภาคเกษตรกร และเชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายภาครัฐให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริง นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับ วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่เผชิญปัญหา แต่เป็นวิกฤตร่วมของโลก สิ่งที่ต้องทำคือการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ จำเป็นต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลต้นน้ำ และภาคอุตสาหกรรมในกลางน้ำเพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ชาวนายืนข้อเสนอ เร่งแก้ราคาข้าว นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯได้รับข้อเสนอหนังสือข้อเสนอจากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ทั้งในส่วนของมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ และมาตรการระยะยาว 5 ข้อ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย   โดยรองนายกฯ บอกว่า บางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับคณะรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที โดยในส่วนของต้นน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพและให้ผลผลิตสูงขึ้น ปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400–700 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่บางประเทศคู่แข่งสามารถผลิตได้ถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้น จึงต้องเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในระยะยาว เป้าส่งออก 7 ล้านตัน ลุยขายจีทูจี นอกจากนี้ ยังเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกร สำหรับกลางน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาด การแปรรูปไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ ทั้งนี้ การแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น ในส่วนของปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการ ซื้อนำตลาดได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น dashboard ข้าว เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์อุปสงค์-อุปทานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำเพื่อเร่งดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ควบคู่กับการจัด “ตลาดนัดข้าวเปลือก” เพื่อเพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง นอกจากนี้ ยังเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออกปี 2569 ที่กว่า 7 ล้านตัน แม้เผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์โลก พร้อมใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศ เช่น การขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้มีสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวอยู่ในข้อตกลงการซื้อขาย อ่านข่าว: ส่งออกโต 19.3% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำ New High เหนือ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งออกข้าวปี 68 ทะลุเป้า  7.9 ล้านตัน พณ.เร่งรุกตลาดศักยภาพ รักษาตลาดเดิม ส่งออกสินค้าเกษตร ปี69 โตพุ่ง พณ ชี้“ข้าว-มันสำปะหลัง”รุ่ง สวนทางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

Go to News Site