Thai PBS
จากบทเรียนพื้นที่สาธารณะปลอดภัยจากฝุ่น จ.เชียงใหม่ปี 2562 และการพัฒนา “ห้องและมุ้งปลอดฝุ่น” ในระดับครัวเรือนกลายเป็นแนวคิดการสร้างพื้นที่อากาศสะอาด ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม แม้จะผ่านหลายปี แต่นโยบายนี้กลับไม่ได้ลงไปถึงระดับหมู่บ้าน ขณะที่ปัญหาฝุ่นควัน คนภาคเหนือยังจมฝุ่นมาหลายปี ผศ.ดร. ภาสกร แช่มประเสริฐ ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงสภาพปัญหาฝุ่นควัน จ.เชียงใหม่จากการเก็บข้อมูลฝุ่นพีเอ็ม 2.5 มากกว่า 10 ปี และการพัฒนาพื้นที่อากาศสะอาด สาเหตุอากาศไม่สะอาด มาจากฝุ่นควันเกิดจากการเผา และกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้เกิดฝุ่น ที่ผ่านมาฝุ่นไม่ได้ลดลงตรงกันข้ามกลับเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ในบางวันฝุ่นมีค่าเกิน 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งการแก้ปัญหาเน้นไปที่ต้นเหตุสำคัญ คือ “การดับไฟ” ขณะเดียวกันประชาชนต้องเตรียมความพร้อมรับมือต้องมีพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นควัน จึงเกิดนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือประชาชนพร้อมรับมือกับวิกฤตฝุ่น ในปี 2562 จ.เชียงใหม่เกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 จนประชาชนหายใจลำบาก เกิดเลือดกำเดาไหลในเด็กและกลุ่มเปราะบาง “นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ” ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น มีแนวคิด“ห้องปลอดภัยจากฝุ่นควัน” ทีมวิจัยคณะวิศกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ จึงได้ร่วมพัฒนาพื้นที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฯ จ.เชียงใหม่ให้กลายเป็น ”พื้นที่อากาศสะอาด“ รองรับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางให้กับประชาชนถือเป็น “พื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นในพื้นที่สาธารณะแห่งแรกของประเทศ” ส่วนการทำงานช่วงแรกๆนอกจากสร้างพื้นที่ปลอดภัยสาธารณะจากฝุ่น ยังเน้นไปที่การสร้างความรู้ และความตระหนักรู้ให้กับประชาชน ให้มีความเข้าใจว่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 คืออะไร เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร มีการรณรงค์และแจกหน้ากากป้องกันฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ให้ประชาชน แต่ในความเป็นจริงประชาชน ไม่สามารถสวมใส่ได้ตลอดเวลา ”ห้องปลอดฝุ่น“ เกิดขึ้นได้อย่างไร ? ผศ.ดร. ภาสกร กล่าวว่า เมื่อเกิดพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นในที่สาธารณะภายในศูนย์ประชุมนานาชาติฯเชียงใหม่ และประชาชนไม่สามารถเดินทางมาได้ทำให้เกิดการเรียนรู้การจัดการอากาศและหลักการ ”กั้น-กรอง-ดัน” หมายถึงการจัดการกรองฝุ่นเพื่อดันอากาศในอาคาร และสร้างบ้านเรือนให้เป็นพื้นที่อากาศดี ผศ.ดร.ภาสกร กล่าวว่าสิ่งแรกที่ต้องทำคือ “กั้น” ป้องกันไม่ให้ฝุ่นภายเข้าห้องได้น้อยที่สุด ต่อมาคือ “กรอง” อากาศผ่านเครื่องกรอง หากมีห้องมิดชิดสามารถป้องกันฝุ่นได้แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นประชาชนไม่สามารถกั้นห้องได้มีประสิทธิภาพจึงเกิด “การดันอากาศ” ด้าน รศ.ยศธนา คุณาทร ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ อธิบายเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีการบริหารจัดการพื้นที่ปลอดฝุ่นในพื้นที่ภาคเหนือ คือ เทคโนโลยีการบริหารให้อากาศสะอาด ซึ่งเกิดจากฝุ่น ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ยังต้องพูดคุยเรื่องเดิม ทำอย่างไรจะอยู่กับคุณให้ได้และปลอดภัยที่สุด ด้วยเทคโนโลยีในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาเครื่องกรองฝุ่นแทบจะกลายเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องมีและเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบ้านสำหรับคนทั่วไป อากาศเดินทางจากความดันสูงไปความดันต่ำ นอกตึกอากาศจะเย็น เมื่อมีทางผ่านให้อากาศเข้ามาได้ ฝุ่นจะเข้ามาในอาคาร ขั้นตอนการทำพื้นที่ปลอดฝุ่น ขั้นตอนแรก ”กั้น“ ปิดกั้นในบางห้อง โดยห้องที่ดีที่สุดคือห้องที่อยู่ด้านใน ซึ่งกว่าฝุ่นจะเดินทางเข้าไปถึง และเลี่ยงพื้นที่เปิด ถ้ากั้นเอาไม่อยู่ บางห้องฝุ่นลด บางห้องฝุ่นไม่ลด แสดงว่ายังมีอากาศข้างนอกเข้ามาในห้อง ขั้นตอนสอง ”กรอง“ คือ นำเครื่องกรองมากำจัดฝุ่น ในห้องให้หมดไปมากที่สุด ถ้ายังกรองฝุ่นยังไม่ลด แสดงว่าห้องที่กั้นยังมีอากาศไหลเข้ามา “เครื่องกรองอากาศ” คือ เอาอากาศในห้องผ่านการกรอง คำถามสำคัญขนาดของเครื่องกรองสัมพันธ์กับห้องต้องเลือกให้เหมาะสม เครื่องกรองยังมีเรื่องของคุณภาพ “ไส้กรอง” “พัดลม” ดูดอากาศผ่านไส้กรอง “อากาศสะอาดผ่านเครื่องกรองจะอยู่ประมาณ 1 เมตร เครื่องกรองควรวางใกล้คนมากที่สุด” เมื่อ “กั้น-กรอง” เอาไม่อยู่แล้ว ทำอย่างไร? ขั้นตอนที่สาม คือ “การดันอากาศ” เอาอากาศข้างนอกมาเติมห้องข้างใน ความดันในห้องจะสูงขึ้น อากาศจะเดินทางจากความดันสูงไปความดันต่ำ เมื่อเติมปริมาณอากาศเข้ามาในห้องความดันในห้องสูงกว่าข้างนอก จึงเรียกว่า “ห้องความดันบวก” “มุ้งสู้ฝุ่น” นวัตกรรมสู้ฝุ่น สู่การเข้าถึงอากาศระดับครัวเรือน ผศ.ดร. ภาสกร กล่าวถึงปัญหาที่ผ่านมา หน่วยงานและประชาชนไม่สามารถกั้นห้องได้มีประสิทธิภาพ ต้องเตรียมความพร้อมที่หลบฝุ่นในพื้นที่สาธารณะและในบ้าน เพื่อให้ได้อากาศสะอาดหายใจ ข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาพื้นที่สาธารณะ ควรเตรียมพร้อมและให้เป็นมาตรฐานคาดว่าฝุ่นจะเกิดขึ้นระบบที่ทำต้องถูกหลักการสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยและได้มาตรฐาน หากสามารถเตรียมไว้ก่อนและจัดสรรงบประมาณ เพื่อเข้าออกแบบพื้นที่ ซึ่งงบประมาณไม่สูงมาก และไม่ต้องทำในช่วงเผชิญเหตุแก้ปัญหาเหมือนหลายปีที่ผ่านมา “ระดับตำบล หมู่บ้าน ที่สามารถบริหารจัดการที่สาธารณะได้ ให้เตรียมแผนหลบฝุ่นที่มีมาตรฐานและปลอดภัย ต้นทุนจะขึ้นอยู่กับขนาดของห้องในระดับหลักหมื่นบาท เช่นจะใช้พื้นที่ 40-60 ตารางเมตร จะจุคนได้ประมาณ 20 คน ซึ่งการทำครั้งเดียวใช้ได้ 10 ปี แต่อาจปรับเปลี่ยนไส้กรองภายใน2-3 ปีครั้งละประมาณ 1,000 บาท” ส่วนระดับครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง จะแบ่งเป็นสองส่วน คือบ้านที่ปิดมิดชิดมีแอร์อยู่แล้ว ลักษณะนี้จะกรองอากาศจัดการพื้นที่ได้ดีสามารถคำนวณพื้นที่และเครื่องกรองให้เหมาะสมก็สามารถป้องกันได้ส่วนกลุ่มเปราะบาง ที่อาศัยอยู่บ้านไม้ หรือบ้านที่ฝุ่นเข้าถึงได้ การเปิดเครื่องกรองฝุ่นจะไม่ลดลง ที่ผ่านมาเกิดนวัตกรรมม “มุ้งสู้ฝุ่น” มุ้งที่ใช้ควรเป็นมุ้งฝ้ายเพื่อกักเก็บอากาศได้ และออกแบบระบบมอเตอร์ ระบบพัดลม ระบบกรองอากาศ เพื่อให้ได้อัตราการระบายอากาศดีเข้าไปในมุ้ง ส่วนอากาศดีในมุ้งจะค่อยๆซึมออกจากข้างนอก สุดท้ายมุ้งจะเป็นพื้นที่อากาศดี ถ้านอนในพื้นที่อากาศดี ไม่ต้องใส่หน้ากากหรือปรับปรุงบ้าน สามารถทำได้เองราคาอยู่ที่ 3,000- 4,000 บาท ซึ่งข้อดีไม่ต้องเสียค่าไฟสูงและไม่ต้องเปลี่ยนวัสดุหลายรอบ ด้านนายเสกสรรค์ จันทร์ถิระติกุล นายกเทศมนตรี ต.แม่จัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย ที่มาร่วมรับฟังข้อมูลและเปิดศูนย์ฯ กล่าวว่า หลังได้รับฟังข้อมูลจะนำไปปรับปรุงห้องปลอดฝุ่นในพื้นที่สาธารณะ และบ้านเรือน รวมถึงร้านอาหาร สถานที่ทำงาน ปัญหาฝุ่น ทั้งใน จ.เชียงใหม่และ จ.เชียงราย ต้องอยู่กับฝุ่นอีกนานหากไม่ปรับตัวปีหน้าก็ต้องเจอปัญหาแบบนี้เหมือนทุกปี รศ.ดร.ธงชัย ฟองสมุทร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวว่า การเปิดศูนย์ฯครั้งนี้จะทำงานตลอดทั้งปี ตามนโยบายนายกรัฐมนตรีจะเป็นส่วนหนึ่งการตอบคำถามประชาชน เช่น การทำเครื่องกรองฝุ่นแบบ D.I.Y มุ้งสู้ฝุ่น ให้ถูกหลักและมีประสิทธิภาพที่ดี รวมถึงตอบถามประชาชาชนโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแก้ฝุ่น “นวัตกรรมถ้าไม่เห็นคุณค่า ก็ไม่เกิดประโยชน์ อยากให้นวัตกรรมลงพื้นที่และทำได้จริงกับชุมชน” สำหรับหน้าที่ของศูนย์ให้คำปรึกษาและเทคโนโลยีสู้วิกฤติฝุ่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ จะมีบทบาทสำคัญสนับสนุนการขับเคลื่อนการจัดการปัญหาฝุ่นควัน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยจะให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมกับถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับหน่วยงาน องค์กร ประชาชน มีเบอร์โทรสายด่วน 053942074 หรือทางเฟซบุ๊ก “หลบฝุ่นฮับ” รายงาน : โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
Go to News Site