Thai PBS
วันนี้ (15 พ.ค.2569) รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ วิเคราะห์กรณี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เดินทางเยือนจีน พร้อมร่วมประชุมสุดยอดกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ท่ามกลางการจับตาจากทั่วโลกในช่วงจับตาสถานการณ์ ทางไทยพีบีเอส โดยระบุว่า กรณีนี้ แยกเป็น 2 เรื่องคือ เศรษฐกิจและธุรกิจและการเมืองและความมั่นคง โดยรูปธรรมที่เด่นชัดคือ เรื่องเศรษฐกิจและธุรกิจ และคิดว่า เป็นความตั้งใจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่นำพากลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯมาด้วย โดยกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เป็นตัวแทนของธุรกิจของสหรัฐฯได้ ที่ทำให้ธุรกิจของสหรัฐฯเป็นอันดับ 1 ของโลก รศ.ดร.สมภพ ยังกล่าวว่า คำว่าระหว่างสงครามระหว่างสหรัฐฯและจีน มี 4 สมรภูมิ ได้แก่ 1.สงครามการค้า 2.สงครามการลงทุน 3.สงครามเทคโนโลยี และ 4.สงครามการเงิน และหากมีโอกาสพบปะพูดคุยกัน โดยเฉพาะผลประโยชน์เฉพาะหน้า ระยะปานกลาง และระยะยาวจะเด่นชัดมากขึ้น เป้าเหมายสำคัญที่ทีมงานของทั้ง 2 ชาติได้คุยและไปตกลงกันที่ กรุงโซล เกาหลีใต้ก่อนหน้านี้ คือ ตั้งคณะกรรมการ 2 ชุดร่วมกัน คือ คณะกรรมการว่าด้วยการค้า และคณะกรรมการว่าด้วยการลงทุน เพราะการมีคณะกรรมการเหล่านี้จะช่วยลดทอนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและบานปลายได้ และช่วงชิงโอกาสของการค้าการลงทุน สหรัฐฯ เล็งเห็นว่า จีนกำลังจะเริ่มเปลี่ยนจากประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศขั้นแรกของประเทศพัฒนาแล้วในช่วงปีนี้หรือปีหน้าเป็นอย่างช้า คือ ประชากรจะมีรายได้เกินกว่า 14,000 เหรียญต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นอัตราเริ่มต้นของประเทศพัฒนาแล้ว และจีนจะมีชนชั้นกลางกว่า 400 ล้านคน ซึ่งมากกว่าสหรัฐฯที่มี 350 ล้านคน ซึ่งตลาดใหญ่โตมาก ทั้งนี้ แต่เดิมจีนใช้ปัจจัยด้านอุปทานเป็นจุดเริ่มต้นจนทำให้จีนกลายเป็นโรงงานโลกแต่จากนี้ต้องการเป็นตลาดโลก (Global Marketplace) ด้วย เพราะเริ่มเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ และสหรัฐฯก็ขาดดุลการค้ากับจีนมากที่สุด และจีนก็ถูกกล่าวหาว่า กำลังการผลิตล้นเกินจนไปขายสินค้าราคาถูกจนส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศต่าง ๆ นอกจากนี้ ต่อไปนี้จีนจะลดทอนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ที่ใช้แรงงานเข้มข้น และมีราคาไม่สูง และย้ายฐานการผลิตสินค้าเหล่านี้ไปสู่ต่างประเทศไปยังเส้นทาง One Belt One Road และยกระดับตนเองไปเป็นอุตสาหกรรมไฮเทคมากขึ้น โดยกลุ่มธุรกิจของสหรัฐฯที่มีความพร้อมก็จะเล็งเห็นโอกาสที่จะไปลงทุนในจีนใหม่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงได้ประโยชน์ด้านอุปทานจากจีนด้วยเพราะจีนกำลังเติบโต ขณะที่ ไทยจะปรับตัวอย่างไร รศ.สมภพ ยังกล่าวว่า เพราะไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีนด้วย และไทยนำเข้าสินค้าจากจีนและผลิตส่งออกไปยังสหรัฐฯ เมื่อสหรัฐฯมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนก็ต้องมาพิจารณาผลกระทบในเรื่องนี้ รศ.สมภพ ยังกล่าวว่า ไทยต้องดูว่า หากไทยคิดจะเป็นตัวเลือกทางการลงทุนนั้นต้องพิจารณาว่าไทยจะยังคงเป็นตัวเลือกในการลงทุนหรือไม่ หรือ จะลงทุนอะไรที่จะช่วยให้มีความได้เปรียบ เพราะมีหลากหลายประเทศที่จะมีสภาวะคล้ายกับไทย คือ รองรับการย้ายฐานการผลิตของจีนออกมา เพราะจีนยกระดับอุตสาหกรรมของจีนเป็นธุรกิจไฮเทค และอิงภาคบริการมากขึ้น ดังนั้นการย้ายฐานการผลิตจะย้ายไปที่ไหน ไทยต้องไปศึกษาผลกระทบให้ดี ขณะที่ด้านความมั่นคงพอจะเห็นได้ว่า จะมีการพูดคุยอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลาง เพื่อช่วยหาทางลงได้ง่ายขึ้น อ่านข่าว "ทรัมป์" เผย "สี จิ้นผิง" ตกลงจะไม่ส่งอาวุธให้อิหร่าน จีนส่งสัญญาณแรงเตือนสหรัฐฯ อย่าข้ามเส้นแดง "ไต้หวัน" สัมพันธ์อาจพังได้ "G2" ฝันหรือความจริง ? โลกจับตาสหรัฐฯ-จีน หลังทรัมป์เยือนปักกิ่ง "สี จิ้นผิง" ต้อนรับ "โดนัลด์ ทรัมป์" เปิดฉากหารือครั้งประวัติศาสตร์ ที่กรุงปักกิ่ง
Go to News Site