Collector
ดร.ศิตะ เล่าเส้นทางคืนชีพ "นาคาไททัน" ไดโนเสาร์ใหญ่สุดในเอเชียอาคเนย์ | Collector
ดร.ศิตะ เล่าเส้นทางคืนชีพ
Thai PBS

ดร.ศิตะ เล่าเส้นทางคืนชีพ "นาคาไททัน" ไดโนเสาร์ใหญ่สุดในเอเชียอาคเนย์

ในประเทศไทยที่มีนักบรรพชีวินวิทยาอยู่เพียง "หลักสิบคน" ชื่อของ "ดร.ศิตะ มานิตกุล" กลายเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ของวงการ ที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษาวิจัย "นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส" ไดโนเสาร์คอยาวขนาดยักษ์จากจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งปัจจุบันถูกยกให้เป็นไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่าที่เคยค้นพบ ดร.ศิตะ เปิดใจกับไทยพีบีเอสออนไลน์ถึงเส้นทางชีวิตในสายบรรพชีวินวิทยา ว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นหลังเรียนจบจากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และเข้าทำงานที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ได้เข้าไปคลุกคลีอยู่กับงานฟอสซิลไดโนเสาร์มากขึ้น จากเดิมที่สนใจด้านสิ่งแวดล้อม เขาเริ่มมองเห็นว่า การทำงานด้านฟอสซิลต้องอาศัยองค์ความรู้ที่เข้มข้นกว่าที่คิด ทั้งกระบวนการขุดค้น วิเคราะห์ และตีความหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จึงตัดสินใจศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้านบรรพชีวินวิทยา เพื่อทำงานในสายนี้อย่างจริงจัง "นักบรรพชีวิน" ผู้ศึกษาสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็น ดร.ศิตะ อธิบายว่า บรรพชีวินวิทยาเป็นแขนงหนึ่งของชีววิทยา แต่แตกต่างตรงที่เป็นการศึกษาสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้ว หลายชนิดไม่มีมนุษย์คนใดเคยเห็นมาก่อน การทำงานจึงต้องอาศัยหลักฐานจากฟอสซิล ซากดึกดำบรรพ์ และการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ประกอบกัน เขาระบุว่า ความยากของงานด้านนี้คือ "ทรัพยากรมีจำกัด" ทั้งบุคลากร งบประมาณ และโอกาสค้นพบตัวอย่างใหม่ เพราะการเกิดฟอสซิลเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ซากสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะถูกย่อยสลายตามธรรมชาติไปก่อน ดร.ศิตะ อธิบายพร้อมระบุว่า โอกาสพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ครบทั้งตัวแทบเป็นไปไม่ได้ และทั่วโลกก็พบเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้น ถ้าจะกลายเป็นฟอสซิลได้ ต้องมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นพอดี เช่น ถูกดินถล่มทับ หรือถูกตะกอนปิดทับในเวลาที่เหมาะสม ทำไมผู้คนยังหลงใหลไดโนเสาร์ ? เมื่อถูกถามว่า เด็กหรือคนทั่วไปจะได้อะไรจากการดูฟอสซิลไดโนเสาร์ ดร.ศิตะ ยอมรับว่า เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด แต่ในมุมของเขา ไดโนเสาร์เป็นเหมือน "ประตูบานแรก" ที่พาผู้คนเข้าสู่โลกวิทยาศาสตร์ เขามองว่า ผู้คนมักสนใจสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ให้ลองสังเกตดูว่าตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ทั่วโลก ในภาพยนตร์ หรือในสื่อบันเทิง มักจะมีตัวละครไดโนเสาร์เข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ ภาพยนตร์เกี่ยวกับไดโนเสาร์ฉายเมื่อไหร่ก็มีคนดู ตุ๊กตาของเล่นไดโนเสาร์ก็ขายดีตลอดกาล การเข้าไปดูซากฟอสซิลจริงจึงไม่ใช่แค่การไปดูเศษหิน แต่คือจุดเริ่มต้นในการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ศาสตร์แขนงอื่น ๆ ได้อย่างมหาศาล ทั้งในเรื่องของธรณีวิทยา ชีววิทยา วิวัฒนาการสัตว์ รวมถึงเทคโนโลยีการจำลองภาพต่าง ๆ จริงอยู่ที่ฟอสซิลอาจจะไม่สามารถนำไปสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สร้างเม็ดเงินมหาศาลในระบบเศรษฐกิจได้ในทันที ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้ภาครัฐไม่ค่อยเน้นให้งบทุนสนับสนุน แต่มันคือแรงบันดาลใจและเป็นจุดเริ่มต้นที่คนชื่นชอบจะสามารถนำไปใช้ศึกษาและพัฒนาสติปัญญาต่อยอดได้ไม่รู้จบ จุดเริ่มต้น "นาคาไททัน" จากก้อนหินประหลาด เรื่องราวของ "นาคาไททัน" เริ่มต้นขึ้นเมื่อราวปี 2559 ที่บ้านพนังเสื่อ จ.ชัยภูมิ ในช่วงที่ชาวบ้านกำลังจัดงานบุญในพื้นที่ บริเวณนั้นมีบ่อปลาช่วงนั้นเป็นหน้าแล้ง ไม่มีน้ำ ดร.ศิตะ เล่าว่า ตัวเขาเองได้ข้อมูลมาจากการเล่าเรื่องของ นางสวัสดิ์ หลวงนันท์ ภรรยาของ นายถนอม หลวงนันท์ หรือ "พ่อหนอม" ผู้ค้นพบคนแรก ที่เดินไปบริเวณบ่อน้ำช่วงน้ำลด ก่อนสังเกตเห็นก้อนหินรูปร่างประหลาด ลักษณะเรียงต่อกันคล้ายโครงกระดูก จากนั้น "พ่อหนอม" แจ้งไปยังกรมทรัพยากรธรณี เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและยืนยันว่าเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ ก่อนเริ่มขุดค้นเพิ่มเติมจนพบกระดูกหลายชิ้น ทั้งกระดูกสะโพก เชิงกราน กระดูกสันหลัง และกระดูกต้นขา ซึ่งทั้งหมดเป็นของไดโนเสาร์ตัวเดียวกัน แต่ไม่ได้มาทั้งตัว หลังการขุดค้น กระดูกส่วนใหญ่ถูกนำไปเก็บรักษาที่ พิพิธภัณฑ์สิรินธร แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณและกำลังคน ทำให้ฟอสซิลจำนวนมากยังถูกเก็บอยู่ในเฝือกเป็นเวลาหลายปี ในช่วงเวลานั้น ดร.ศิตะ ซึ่งกำลังเรียนปริญญาเอก ต้องเดินทางไปทำวิจัยที่พิพิธภัณฑ์อยู่บ่อยครั้ง และมักเดินผ่านกองเฝือกของไดโนเสาร์ยักษ์ตัวนี้อยู่เสมอ เราหวังมาตลอดว่าจะมีคนมาศึกษามันอย่างจริงจัง หลังเรียนจบในปี 2566 และมีผลงานตีพิมพ์ไดโนเสาร์ไทยตัวที่ 13 ของตนเอง เขาจึงเริ่มผลักดันโครงการ "Project Thaitan" เพื่อคืนชีพไดโนเสาร์ตัวนี้อีกครั้ง จากไทยสู่ทุนวิจัยระดับโลก ดร.ศิตะ และทีมงานตัดสินใจยื่นขอทุนจาก National Geographic Society ซึ่งถือเป็นองค์กรระดับโลกด้านการสำรวจและวิทยาศาสตร์ เขาเล่าว่า การพัฒนาข้อเสนอโครงการใช้เวลาหลายเดือน ท่ามกลางการแข่งขันจากนักวิจัยทั่วโลก และช่วงหนึ่งถึงกับป่วยหนักจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากความเครียดสะสม ท้ายที่สุด โครงการได้รับทุนสนับสนุนในปี 2567 ถือเป็นความสำเร็จสำคัญของทีมวิจัยไทย และเปิดโอกาสให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น การศึกษาฟอสซิลของ "นาคาไททัน" ใช้เวลายาวนาน กระดูกแต่ละชิ้นต้องค่อย ๆ สกัดออกจากหินอย่างระมัดระวัง เพราะแม้หินรอบนอกจะแข็งมาก แต่ตัวกระดูกกลับเปราะบางและแตกหักง่าย ทีมวิจัยใช้เครื่องสแกนสามมิติ ถ่ายภาพ วัดขนาด และเปรียบเทียบกับไดโนเสาร์คอยาวชนิดอื่น ก่อนวิเคราะห์ออกมาว่านาคาไททันมีความยาวประมาณ 27 เมตร และครองสถิติไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ อาชีพที่ AI ยังแทนไม่ได้ ในยุคที่ AI ถูกนำมาใช้ในหลายวงการ ดร.ศิตะ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า อาชีพนักบรรพชีวินวิทยาเป็นหนึ่งในอาชีพที่สามารถบัญญัติไว้ได้เลยว่า "AI ไม่มีวันทำงานทดแทนได้อย่างแน่นอน" เพราะ AI ไม่สามารถลงพื้นที่ภาคสนาม แบกจอบเสียมเดินหาพิกัด ไม่สามารถสแกนชั้นดินใต้ดินตรวจจับฟอสซิล หรือใช้ทักษะความอดทนอันละเอียดอ่อนในการนั่งสกัดเศษหินออกจากกระดูกดึกดำบรรพ์ได้ สำหรับตัวนักวิจัย การใช้ AI ในปัจจุบันเป็นเพียงการใช้เพื่อช่วยสืบค้นข้อมูล งานวิจัย ช่วยแปลคำศัพท์เฉพาะทางบางคำ หรือช่วยตรวจเช็คความถูกต้องของไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Grammar) ในการเขียนรายงานทางวิชาการเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ดร.ศิตะ แสดงความกังวลใจ คือ ผลกระทบของ AI ต่อวิชาชีพ "บรรพชีวินศิลปิน" หรือ Paleo Artist ศิลปินผู้ทำหน้าที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ภาพวาด หรือแบบจำลอง 3 มิติเพื่อจำลองรูปร่างลักษณะและสีสันของสิ่งมีชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยต้องทำงานร่วมกับนักวิจัยและอ้างอิงจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รวมถึงโครงสร้างฟอสซิลจริงเป็นหลัก งานสาขานี้ต้องใช้ความรู้เรื่องกายวิภาคศาสตร์สัตว์ขั้นสูงและรายละเอียดที่เยอะมาก กว่าจะวาดไดโนเสาร์ออกมาได้แต่ละตัว ทว่าในปัจจุบันกลับพบว่ามีสื่อต่าง ๆ และผู้คนจำนวนมาก นำเอาภาพวาดของศิลปินไปใส่ในโปรแกรม AI เพื่อเจนเนอเรตภาพใหม่ออกมา ผมมองว่าการเอารูปภาพจากบรรพชีวินศิลปินไปเจน AI สุดท้ายมันกลายเป็นภาพเหมือนสัตว์ประหลาดออกมาก ไม่มีรายละเอียดครบ พร้อมขอความร่วมมือไปยังสื่อมวลชนหรือใครก็ตามที่อยากนำรูปภาพไดโนเสาร์ไปใช้งาน เพียงแค่ทักไปขออนุญาตเจ้าของผลงานตัวจริงและให้เครดิตงานของเขาให้ถูกต้อง ดร.ศิตะเชื่อเถอะว่าบรรพชีวินศิลปินส่วนใหญ่ยินดีและอนุญาตให้ใช้อยู่แล้ว ไม่อยากให้เลือกใช้ AI เพราะสุดท้ายรูปที่ได้ออกมาเหมือนสัตว์ประหลาดในหนังแฟนตาซีมากกว่าจะเป็นไดโนเสาร์ตามหลักวิทยาศาสตร์จริง ๆ "นาคาไททัน" ไดโนเสาร์ของทุกคน สำหรับประเด็นร้อนในโลกออนไลน์เกี่ยวกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการหยอกล้อชื่ออย่างเป็นทางการของ "นาคาไททัน" หรือนาคยักษ์แห่งชัยภูมินั้น ดร.ศิตะ มองเรื่องนี้อย่างอารมณ์ดีและถือเป็นสีสัน อธิบายว่าการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์นั้นถือเป็นเอกสิทธิ์และการตัดสินใจร่วมกันของทีมงานทุกคนที่ได้พูดคุยตกลงกันไว้แล้ว เป้าประสงค์หลักคือต้องการสื่อถึงอัตลักษณ์ของพื้นถิ่นที่ค้นพบซากฟอสซิล คำว่า "นาคา" หมายถึง พญานาคหรือสัตว์เลื้อยคลานโบราณที่มีลักษณะคอยาวหางยาว ซึ่งเป็นคำที่คนทั่วโลกรู้จักและเข้าใจได้ทันทีว่าสื่อถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแถบภาคอีสานของประเทศไทย ส่วนคำว่า "ไททัน" สื่อถึงกลุ่มไดโนเสาร์กินพืชคอยาวขนาดใหญ่ (Titanosaur) ชื่อนี้จึงมีความเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความทรงพลังและเหมาะสมกับตัวอย่างฟอสซิลชิ้นนี้อย่างที่สุด ดร.ศิตะ กล่าวว่า สิ่งสำคัญของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงการค้นพบไดโนเสาร์ตัวใหม่ แต่คือการทำให้ผู้คนรู้สึกว่า "นี่คือไดโนเสาร์ของทุกคน" ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีมงานจึงจัดกิจกรรมทั้ง Paleo Camp, Paleo Roadshow และ Paleo Youth Conference เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็ก เยาวชน และชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับงานบรรพชีวินวิทยา พร้อมกันนี้ ยังมีความหวังให้แหล่งขุดค้นที่ชัยภูมิได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สมบูรณ์ในอนาคต เพื่อให้คนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์และภาคภูมิใจกับทรัพยากรทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของตนเอง อ่านข่าวอื่น : รถไฟชนรถเมล์กระทบหลายขบวน รฟท.ใช้รถ ขสมก.ขนผู้โดยสารจากหัวลำโพงไปหัวหมาก "สิริพงศ์" สั่งตรวจสอบ "กล่องดำ" เหตุรถไฟชนรถเมล์-ไม้กั้นไม่ทำงาน ราชกิจจาฯ ประกาศปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกต่างประเทศ 1,120 บาท เริ่ม 20 มิ.ย.นี้

Go to News Site