Thai PBS
วันนี้ (21 พ.ค.2569) ภายหลังการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีรถไฟชนรถโดยสารประจำทางสาย206 บริเวณแยกมักกะสัน ของกระทรวงคมนาคม โดยมีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล เข้าร่วมประชุม นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยนำข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมสรุป คาดว่าจะสรุปรายละเอียดต่าง ๆ ได้ภายใน 15 วัน และเสนอผลสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีรถไฟชนรถเมล์ ต่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการฯ ยังไม่สามารถรายงานรายละเอียดสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากเกี่ยวพันกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งคนขับรถไฟ คนทำหน้าที่ไม้กั้น อาณัติสัญญาณรถไฟ รวมถึงช่างเครื่องบนขบวนรถไฟดังกล่าว โดยนายจิระพงศ์ ย้ำว่า หลายประเด็นยังอยู่ในสำนวนการสอบสวนของตำรวจ ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ใครเป็นผู้กระทำผิด วันนี้เรานำเสนอเฉพาะข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในวันเกิดเหตุ ส่วนใครทำหรือไม่ทำอะไร ยังอยู่ในสำนวนสอบสวนของตำรวจ ระหว่างการแถลงข่าว มีการเปิดภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) 4 มุม ประกอบด้วย มุมฝั่งรถเมล์ มุมแนวทางวิ่งรถไฟ มุมย้อนกลับไปยังถนนกำแพงเพชร 7 และมุมด้านหน้าขบวนรถไฟ ซึ่งถูกนำมาซ้อนเวลาเดียวกัน เพื่อให้เห็นเหตุการณ์ทุกด้านอย่างชัดเจน จากการตรวจสอบภาพพบลำดับเหตุการณ์สำคัญ ดังนี้ ลำดับเหตุการณ์จาก CCTV เวลา 15.33.22 น. รถเมล์สาย 206 ผ่านเครื่องกั้นทางรถไฟ เวลา 15.33.27 น. รถเมล์หยุดคร่อมบนรางรถไฟ เวลา 15.33.31 น. สัญญาณเตือนเครื่องกั้นเริ่มทำงาน เวลา 15.33.41 – 15.33.53 น. เจ้าหน้าที่พยายามกดปุ่มไม้กั้น แต่ไม้กั้นไม่ลง เพราะมีรถกีดขวาง เวลา 15.34.21 – 15.34.25 น. เจ้าหน้าที่ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งเตือน เวลา 15.34.27 – 15.35.24 น. เจ้าหน้าที่โบกธงแดง ส่งสัญญาณหยุดขบวนรถไฟ เวลา 15.35.44 น. รถไฟพุ่งชนรถเมล์สาย 206 เวลา 15.36.02 น. ขบวนรถไฟหยุดนิ่งสนิท คณะกรรมการสอบสวน ย้ำว่า การเปิดเผยคลิปครั้งนี้ เป็นเพียงการนำเสนอ "ข้อเท็จจริงเบื้องต้น" เท่านั้น ส่วนประเด็นว่าใครเป็นผู้กระทำผิด หรือมีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการถอดบทเรียนว่ามีข้อผิดพลาดหรือข้อคลาดเคลื่อนตรงไหน ทั้งในส่วนของรถไฟและสภาพจราจร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้อีก นอกจากนี้ ภายหลังมีรายงานพบสารเสพติดในร่างกายบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถ หน่วยงานด้านราง เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งด่วนให้ตรวจสารเสพติดบุคลากรด้านความปลอดภัย “ทุกคน” จากเดิมที่ใช้วิธีสุ่มตรวจหนาแน่น ขณะที่ พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รองผู้บังการตำรวจนครบาล 1 (รอง ผบก.น.1) เปิดเผยถึงกรณีที่มีหลายคนสอบถามว่า ในช่วงที่มีรถจอดคร่อมทางรถไฟ และไม่สามารถระบายรถได้ ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ณ จุดเกิดเหตุ ได้มีเจ้าพนักงาน รฟท.ประสานมายังป้อมตำรวจบริเวณใกล้เคียง เพื่อให้ตำรวจช่วยเปิดไฟระบายการจราจรบริเวณนั้นก่อนที่รถไฟจะผ่านหรือไม่นั้น ในเรื่องนี้ทาง รฟท.ไม่ได้มีการประสานมาเพื่อให้ช่วยระบายรถแต่อย่างใด เร่งแก้ปัญหาจราจรจุดตัดอโศก รอง ผบก.น.1 กล่าวว่า ในเบื้องต้น ขณะนี้กำลังเร่งแก้จราจรจุดตัดอโศก โดยเริ่มใช้มาตรการเฉพาะหน้าบริเวณจุดตัดอโศก-กำแพงเพชร 7 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณรถหนาแน่นมากกว่า 3,000 คันต่อชั่วโมง ในช่วงเร่งด่วน โดยทดลองปรับจำนวนช่องทางจราจร ลดการตัดกระแสการจราจรบริเวณจุดตัด พร้อมส่งกำลังตำรวจจราจรประจำพื้นที่ตลอดช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อป้องกันรถฝ่าฝืนเข้าไปอยู่บนรางรถไฟ ขณะที่กรุงเทพมหานคร เริ่มติดตั้งแผงเหล็กยืดหด (หีบเพลง) ตีเส้นจราจรแบบ "ห้ามหยุด” บริเวณหน้าทางรถไฟ และเตรียมนำระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ เข้ามาเชื่อมสัมพันธ์กับแยกอโศกเพชรบุรี เพื่อป้องกันการสะสมของรถบนทางตัด โดยจุดตัดดังกล่าวอยู่ห่างแยกอโศกเพชรบุรี ประมาณ 120 เมตร ทำให้สัญญาณไฟต้องทำงานสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ขณะที่ในอนาคตจะใช้ระบบสัญญาณควบคุมตลอดเวลา เพื่อลดการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ประจำจุด รอง ผบก.น.1 กล่าวว่า ในวันที่ 22 พ.ค.2569 เวลา 09.30 น. ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.), กรุงเทพมหานคร, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.), รฟท., ขบ., ขร., กระทรวงคมนาคม และกองบัญชาการตำรวจนครบาล มาร่วมหารือถึงมาตรการในการแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อกำหนดให้ชัดเจนว่าหน่วยใดควรทำอะไร และนำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมต่อไป ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมา การประสานงานระหว่างหน่วยปฏิบัติยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ขณะเดียวกันแม้กรอบเวลาคณะกรรมการจะอยู่ที่ 30 วัน แต่จะเร่งสรุปผลให้เร็วที่สุด คาดว่า จะเริ่มเห็นข้อเสนอแนวทางแก้ไขภายในต้นเดือน มิ.ย.นี้ ชั่วโมงเร่งด่วน พบจราจรหนาแน่น 3,000 คัน/ชม. ด้านผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร ระบุว่า จากฐานข้อมูลสถิติพบว่า จุดตัดบริเวณแยกมักกะสัน มีปริมาณการจราจรหนาแน่นสูงถึง 3,000 คันต่อชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเช้า มีรถจากถนนกำแพงเพชร 7 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่แยกอโศก-เพชรบุรี สูงถึง 1,200 คันต่อชั่วโมง และตรงไปทางนิคมมักกะสันอีก 200 คันต่อชั่วโมง ในระยะสั้นตำรวจ และ กทม. จึงได้ทดลองบีบช่องจราจรบนถนนกำแพงเพชร 7 จาก 4 เลน ให้เหลือ 3 เลน และ 2 เลนในช่วงเร่งด่วน เพื่อลดการตัดกระแสจราจรกับรถที่มาจากฝั่งอโศก-ดินแดง พร้อมทั้งนำหีบเพลงมาติดตั้งกันรถฝ่าฝืนเลี้ยวขวา ตีเส้นทะแยงห้ามหยุดรถก่อนถึงทางรถไฟ ขณะที่ระยะถัดไป กทม.เตรียมนำระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะมาติดตั้งใช้งานบริเวณทางแยกจุดตัดถนนกำแพงเพชร 7 กับถนนอโศก-ดินแดง โดยจะตั้งค่าให้ระบบสัญญาณไฟของแยกนี้ทำงานสัมพันธ์สอดคล้องกับสัญญาณไฟที่แยกอโศก-เพชรบุรี เนื่องจากตรวจสอบพบว่า ระยะทางจากแยกอโศก-เพชรบุรี ถึงจุดตัดถนนกำแพงเพชร 7 มีระยะทางที่สั้นมากเพียงประมาณ 120 เมตรเท่านั้น ดังนั้นการให้สัญญาณไฟของทั้งสองจุดจึงต้องสัมพันธ์กันอย่างระบบ เพื่อระบายรถให้สอดคล้องกัน และป้องกันท้ายแถวสะสมติดขัดจนล้นกลับมาปิดกั้นทางแยก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีรถจอดติดค้างอยู่บนทางรถไฟอโศก-ดินแดงในปัจจุบัน อ่านข่าว : ตร.ยันผลตรวจปืน M4 "ซุน หมิงเฉิน" ไม่ใช่อาวุธทางราชการ รมว.กลาโหม ส่งฝ่ายเลขาฯ ไทย-กัมพูชา ถกก่อนคุย GBC ครั้งหน้า ค้นพบ “เศวตนาด้วง” พืชชนิดใหม่ของโลก เสี่ยงใกล้สูญพันธุ์
Go to News Site