Collector
สส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล ซัด กสทช. กลางสภาฯ ชี้ 16 ปีล้มเหลวคุ้มครองผู้บริโภค | Collector
สส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล ซัด กสทช. กลางสภาฯ ชี้ 16 ปีล้มเหลวคุ้มครองผู้บริโภค
Thai PBS

สส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล ซัด กสทช. กลางสภาฯ ชี้ 16 ปีล้มเหลวคุ้มครองผู้บริโภค

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 มีการพิจารณารายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประจำปี 2566 การอภิปราย สส.หลายพรรคทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กสทช. โดยเฉพาะประเด็นความคุ้มค่าของงบประมาณ ความล้มเหลวในการคุ้มครองผู้บริโภค และความล่าช้าในการกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อสารและโทรทัศน์ดิจิทัล การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตรวจสอบรายงานประจำปีตามปกติ แต่กลายเป็นเวทีตั้งคำถามต่อบทบาทของ กสทช.ในฐานะองค์กรกำกับดูแลที่ถือครองทั้งอำนาจ เงินกองทุน และงบประมาณจำนวนมาก ขณะที่ปัญหาที่ประชาชนเผชิญกลับยังไม่คลี่คลาย ทั้งค่าบริการโทรคมนาคม สายสื่อสารรกรุง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ และความไม่ชัดเจนของโรดแมปทีวีดิจิทัลหลังปี 2572 "สาทิตย์" ชี้ กสทช. เป็น "จำเลยของสังคม" กสทช.ในปัจจุบันตกเป็นจำเลยของสังคม ในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอด 16 ปีของกฎหมาย กสทช. ถือว่าล้มเหลวในการสร้างความเชื่อมั่นและการคุ้มครองผู้บริโภค นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า กสทช.ในปัจจุบันตกอยู่ในสถานะจำเลยของสังคมในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งที่เป็นภารกิจหลักตามกฎหมาย พร้อมระบุว่า โครงสร้างการใช้จ่ายของ กสทช.สะท้อนความไม่สมดุลอย่างรุนแรง โดยงบประมาณรายจ่ายกว่า 59.14% ถูกใช้ไปกับงานประจำและการก่อสร้างอาคาร ขณะที่งบประมาณสำหรับภารกิจหลักเชิงยุทธศาสตร์กลับอยู่ราว 40% เท่านั้น นายสาทิตย์ยังวิจารณ์ค่าใช้จ่ายบางประเภทว่าไม่สอดคล้องกับภารกิจหลักขององค์กร เช่น งบเดินทางไปต่างประเทศ การอนุมัติเงินจากกองทุน กทปส.ไปสนับสนุนโครงการปลูกกัญชา นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงตลาดโทรคมนาคมไทยว่า จากเดิมที่ต้องการให้มีการแข่งขันเสรี แต่ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายใหญ่ลดลงจาก 6-7 ราย เหลือเพียง 2 ราย และดีลควบรวมกิจการกลายเป็น ตราบาปของ กสทช. เพราะ กสทช.ถือว่าตนเองมีอำนาจเพียง รับทราบ ไม่ใช่อนุญาต ส่งผลให้ค่าบริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มสูงขึ้น และไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค อีกประเด็นที่ถูกโจมตีอย่างหนักคือความล่าช้าเรื่องโรดแมปทีวีดิจิทัล และการเตรียมประมูลคลื่นความถี่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตในปี 2572 โดยนายสาทิตย์ ระบุว่า กสทช.ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม ซัดปล่อย OTT เป็นช่องทางมิจฉาชีพ กสทช.ยังละเลยการกำกับ OTT ทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้กลายเป็นช่องทางของมิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องทบทวน หรือถึงขั้นยุบ กสทช. เพื่อจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ นายสาทิตย์ยังกล่าวถึงการละเลยบทบาทกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ (OTT) ทั้งที่เคยมีมติว่า กสทช.มีอำนาจดูแลได้ แต่กลับไม่มีการดำเนินบทบาทตามกฎหมาย ปล่อยให้แพลตฟอร์มเหล่านี้กลายเป็นช่องทางของมิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมระบุว่า กสทช.กำลังเผชิญปัญหาทั้งความล้มเหลวด้านภารกิจหลัก ความขัดแย้งภายในบอร์ด และความไม่โปร่งใส จึงตั้งคำถามต่อสภาฯ ว่า ถึงเวลาหรือไม่ที่จะต้องทบทวนองค์กรนี้อย่างจริงจัง อิสริยะถามงบ 4,000 ล้าน คุ้มค่าหรือไม่ ด้านนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปรายในประเด็นความคุ้มค่าของงบดำเนินการ โดยเสนอให้ กสทช.ใช้ตัวเลขอารบิกในรายงานประจำปีแทนตัวเลขไทย เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากลและง่ายต่อการเปรียบเทียบข้อมูล นายอิสริยะ ระบุว่า เมื่อตัดรายจ่ายตามกฎหมายออกแล้ว กสทช.ยังมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงถึงประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี งบระดับนี้คุ้มค่ากับผลงานที่สังคมได้รับหรือไม่ เพราะปัญหาหลายเรื่องยังคงค้างอยู่ ทั้งอาคารสำนักงานแห่งใหม่ที่ถูกทิ้งร้าง ปัญหาสายสื่อสารรกเมือง และความขัดแย้งภายในบอร์ด กสทช. นายอิสริยะยังระบุว่า กสทช.มีพนักงานประมาณ 2,000 คน เงินเดือนเฉลี่ยสูงถึง 52,700 บาทต่อเดือน โดยยังไม่รวมค่าตอบแทนบอร์ด ขณะเดียวกันยังมีค่าใช้จ่ายอื่นในระดับสูง เช่น ค่าที่ปรึกษา 212 ล้านบาท และค่าเดินทางต่างประเทศ 85 ล้านบาท ปมโปร่งใส-หนี้สูญ-ระบบร้องเรียน ถูกตั้งคำถามต่อเนื่อง การอภิปรายยังพุ่งเป้าไปที่ความโปร่งใสขององค์กร โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า กสทช.ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อ 29 จนถูกตั้งคำถามว่าเจตนาหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือไม่ รวมถึงมีลูกหนี้ที่สิ้นสุดระยะเวลาบังคับคดีถึง 17 ราย นอกจากนี้ ยังมีการวิจารณ์แอปพลิเคชัน "พีซโฟน" (Peace Phone ที่ใช้งบประมาณ 4.58 ล้านบาท แต่ประชาชนไม่สามารถเข้าไปแจ้งเหตุสายสื่อสารได้โดยตรง ต้องส่งอีเมลให้เจ้าหน้าที่นำข้อมูลเข้าระบบ ขณะที่ผู้ใช้ระบบมีเพียงเจ้าหน้าที่และค่ายมือถือ ต่างจากระบบอย่าง Traffy Fondue ที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงประชาชนมากกว่า สส.พรรคประชาชนยังตั้งคำถามต่อ กสทช. ในเรื่องการจัดระเบียบสายสื่อสาร โดยเฉพาะสายสื่อสารประเภท "สายตาย" (Single Last Mile) ว่า กสทช.จะนำเรื่องนี้เข้าสู่แผนยุทธศาสตร์เมื่อใด จะออกกฎเกณฑ์บังคับให้ค่ายมือถือนำสายตายออกจากเสาไฟฟ้าเมื่อใด และจะนำเงินจากกองทุน กทปส. (USO) มาใช้สนับสนุนการแก้ปัญหาสายสื่อสารที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนได้เมื่อใด ฝ่ายรัฐบาลร่วมกดดัน ปมคอลเซ็นเตอร์-ซิมเถื่อน กสทช.ในฐานะเรกูเลเตอร์ ต้องบังคับใช้มาตรการอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชน ขณะที่ สส.ฝ่ายรัฐบาลอภิปรายในทิศทางกดดัน กสทช.เช่นกัน โดย น.ส.สุชาดา ซางแทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ว่า อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่ กสทช.กำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นซิมโทรศัพท์ SMS ซิมบ็อกซ์ และสัญญาณตามแนวชายแดน แม้รัฐบาลจะมีนโยบายออกมา แต่ในทางปฏิบัติยังมีช่องโหว่ เช่น การสวมสิทธิ์ลงทะเบียนซิม และสัญญาณที่เล็ดลอดออกไปตามแนวชายแดน กสทช.ในฐานะ Regulator จึงต้องบังคับใช้มาตรการอย่างจริงจังเพื่อปกป้องประชาชน น.ส.สุชาดายังตั้งข้อสังเกตถึงเสถียรภาพภายในองค์กรที่มีเพียง "รักษาการเลขาธิการ" มานานถึง 6-7 ปี ตลอดจนข้อถกเถียงด้านจริยธรรมและความขัดแย้งในบอร์ด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการรับมือภัยคุกคามทางเทคโนโลยี อาคารใหม่ 2.6 พันล้าน ถูกชี้เป็นงบสูญเปล่า ด้าน นางปทิตา ตันติรัตนานนท์ สส.สุรินทร์ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย หยิบยกปัญหาอาคารสำนักงานแห่งใหม่ของ กสทช. ซึ่งมีงบประมาณกว่า 2,643 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2562 และควรเสร็จในปี 2565 แต่ปัจจุบันก่อสร้างได้เพียง 75.98% และมีการยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา ทำให้อาคารถูกทิ้งร้างและสูญเสียงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงสำนักงาน กสทช.ในเชียงใหม่และเชียงรายที่ไม่เป็นไปตามสัญญา จึงเรียกร้องให้มีการสอบสวนหาผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน ซักหนักงบเดินทางต่างประเทศ จี้ตั้งกรรมาธิการตรวจสอบ ต้องมีเพดานการเบิกจ่าย และต้องรายงานผลความสำเร็จของการเดินทางทุกครั้ง ประเด็นการเดินทางต่างประเทศของ กสทช.ก็ถูกหยิบมาวิพากษ์อย่างหนัก โดย สตง.ตรวจพบว่าไม่มีการเปรียบเทียบราคาตั๋วโดยสาร และมีรายงานว่าประธาน กสทช.ใช้งบเดินทางไปต่างประเทศสูงถึง 45.8 ล้านบาท จากการเดินทาง 15 ครั้ง รวม 121 วัน บางกรณีมีการเบิกเกินเพดานที่กำหนดและได้รับสิทธิประโยชน์เกินระเบียบ ซึ่งถูกมองว่าขัดต่อหลักธรรมาภิบาล นางปทิตาเสนอให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบเฉพาะกิจ เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณของ กสทช.อย่างเป็นระบบ เปิดปมคดี 63,000 ล้าน-กองทุน USO ไม่สะท้อนในงบการเงิน ขณะที่ นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย อภิปรายถึงความเสี่ยงทางคดีความของ กสทช. โดยระบุว่า กสทช.ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมกว่า 63,000 ล้านบาท เช่น คดีในศาลปกครองสูงสุด 36,000 ล้านบาท และคดีที่เกี่ยวข้องกับกองทุน กทปส.อีก 22,000 ล้านบาท แต่กลับไม่ได้แสดงเป็นหนี้สินในงบการเงินอย่างชัดเจน สะท้อนปัญหาการใช้อำนาจทางปกครองและการบริหารสัญญา นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงกองทุน USO ที่มีงบประมาณมหาศาลจึงไม่ถูกนำมาแสดงรวมในงบการเงินของ กสทช. ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนสถานะที่แท้จริง พร้อมชี้ถึงความผิดปกติหลายรายการ ทั้งค่าใบอนุญาตที่พุ่งจาก 158 ล้านบาทเป็น 431 ล้านบาท การจัดสรรงบประมาณผิดฝาผิดตัว และปัญหางบเหลื่อมปีจำนวนมาก จากรายงานประจำปี สู่คำถามใหญ่ต่ออนาคต กสทช. การอภิปรายครั้งนี้จึงสะท้อนแรงกดดันต่อ กสทช. จากทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลในหลายมิติ ตั้งแต่ประสิทธิภาพการใช้เงิน ความโปร่งใส การกำกับตลาดโทรคมนาคม การคุ้มครองผู้บริโภค การรับมือภัยดิจิทัล ไปจนถึงอนาคตของทีวีดิจิทัลและ OTT สส.หลายคนมองตรงกันว่า แม้ กสทช.เป็นองค์กรที่ถือครองอำนาจและงบประมาณสูง แต่ผลงานยังไม่ตอบโจทย์ประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ สายสื่อสารอันตราย ค่าบริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์ม OTT กลายเป็นปัญหาใกล้ตัวประชาชนมากขึ้นทุกวัน และจุดที่ถูกพูดถึงในการอภิปราย ครั้งนี้ คือข้อเสนอให้ทบทวนโครงสร้าง กสทช.ทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงปรับปรุงรายงานหรือชี้แจงงบประมาณรายปี บช.น. เปิดปฏิบัติการ “ทลายห้องมืด“ เครือข่ายผิวสีค้ายาเสพติดโคเคนในกรุงเทพ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แจงเอาผิดโรงกลั่น ใบขนส่งน้ำมันไม่ถูกต้อง ฝรั่งเศส ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ ชั้น กร็องตอฟีซีเย แด่ “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี”

Go to News Site