Collector
สกัดคดีฟ้องปิดปาก "ศาลฎีกา" แนะ "ยุติธรรม" ต้องไม่กลั่นแกล้งประชาชน | Collector
สกัดคดีฟ้องปิดปาก
Thai PBS

สกัดคดีฟ้องปิดปาก "ศาลฎีกา" แนะ "ยุติธรรม" ต้องไม่กลั่นแกล้งประชาชน

การฟ้องปิดปาก (SLAPP) กลายเป็นเครืองมือสำคัญของกลุ่มผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือ นักธุรกิจ เพื่อข่มขู่ให้ประชาชน นักกิจกรรม และสื่อมวลชนหยุดวิพากษ์ ในประเด็นสาธารณะ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การทุจริต เป้าหมายหลักไม่ใช่การชนะคดี แต่เป็น “กลยุทธ์” ต้องการให้"ยอมจำนน" เพราะต้องเสียทั้งเงินและเวลาขึ้นศาล จนทำให้ต้องยอมแพ้ไปเอง ประเทศไทยมีคดี SLAPP สูงเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับต้นๆ ของเอเชีย-แปซิฟิก โดยกลุ่มธุรกิจเหมืองแร่ เกษตรอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และพลังงาน เป็นผู้ฟ้องหลัก โดยมักใช้ข้อหา "พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์" และ โทษอาญาคดี "หมิ่นประมาท" เนื่องจากโทษจำคุกสร้างความหวาดกลัวได้มากกว่าคดีแพ่ง แม้สุดท้ายศาลมักจะยกฟ้อง แต่จำเลยในฐานะผู้ถูกฟ้องปิดปากต้องแบกรับภาระจนกว่ากระบวนการจะสิ้นสุด วันนี้ (25 พ.ค. 2569) นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริตและป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน คำแนะนำดังกล่าวมีสาระสำคัญในการวางแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร และยืนยันหลักการสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้ ในลักษณะบิดเบือนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยให้แนวทางเกี่ยวกับลักษณะของการฟ้องคดีที่อาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตไว้ เช่น การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร  การใช้การดำเนินคดีเพื่อกดดันให้คู่ความกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบตลอดจนกรณีที่มีการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญต่อศาล นอกจากนี้ คำแนะนำยังได้กำหนดพฤติการณ์ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฟ้องคดี โดยไม่สุจริต เพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ เช่น การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็นอันเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย ในการดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว ศาลสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง หากปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าการฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสม อีกทั้ง ศาลยังอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจสอบ และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการแสวงหาข้อเท็จจริง ทำให้กระบวนการพิจารณามีความครบถ้วน รอบคอบ และสามารถตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม และยังคุ้มครองสิทธิของโจทก์ โดยหากศาลเห็นว่าจำเลยยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้น โดยมีพฤติการณ์มุ่งถ่วงเวลาหรือก่อความรำคาญแก่กระบวนพิจารณา ศาลสามารถสั่งยุติการดำเนินการในประเด็นดังกล่าวและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่ชักช้า รวมทั้งอาจออกข้อกำหนดหรือคำสั่งเพื่อป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย คำแนะนำดังกล่าวสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะในกรณีที่การดำเนินคดีอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นหรือสร้างแรงกดดันแก่ผู้ใช้สิทธิโดยสุจริตของศาลยุติธรรม โดยยังคงยึดหลักความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของจำเลย และประโยชน์สาธารณะโดยรวม การออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของศาลยุติธรรมในการพัฒนากระบวนพิจารณาคดีอาญาให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์ของสังคมในปัจจุบัน โดยยืนยันหลักการสำคัญว่าการใช้สิทธิทางศาลจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้อื่น ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจะได้นำคำแนะนำดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ประชาชนทราบโดยทั่วกันต่อไป อ่านข่าว WHO เผยยอดผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ “อีโบลา” ใน “ดีอาร์ คองโก” ทะลุ 900 คน ผบ.ทบ. ห่วง "อีโบลา" ระบาด สั่งเตรียมอุปกรณ์ช่วยกำลังพลไทยในเซาท์ซูดาน พรุ่งนี้ จับตา​ เลขาฯ ครม.ส่งคำชี้แจง "ศร." ปมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

Go to News Site