Collector
อานิสงส์รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก โอกาสทอง“ยางล้อไทย” สนค.ชี้ดีมานด์สูง | Collector
อานิสงส์รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก  โอกาสทอง“ยางล้อไทย” สนค.ชี้ดีมานด์สูง
Thai PBS

อานิสงส์รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก โอกาสทอง“ยางล้อไทย” สนค.ชี้ดีมานด์สูง

วันนี้ ( 30 พ.ค.2569) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการยางล้อเปลี่ยนไปสู่ยางที่มีสมรรถนะสูงและมีคุณสมบัติเฉพาะทางมากขึ้น ซึ่งมีราคาเฉลี่ยสูงกว่ายางล้อทั่วไปประมาณ 1.2–1.5 เท่า หรือมีมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยสูงขึ้น สำหรับสถานการณ์การค้ายางล้อรถยนต์นั่งของโลก ปี 2567 พบว่า มีมูลค่าการส่งออก 51,890.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.15 % จากปีก่อนหน้า โดยประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรกของโลก ได้แก่ จีน มูลค่า 8,984.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เยอรมนี มูลค่า 4,164.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทย มูลค่า 3,795.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้นำการส่งออกของโลก ขณะที่ การนำเข้ายางล้อรถยนต์นั่งของโลกมีมูลค่า 49,484.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.27%  จากปีก่อนหน้า โดยประเทศที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรกของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มูลค่า 9,745.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เยอรมนี มูลค่า 5,376.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และฝรั่งเศส มูลค่า 3,187.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับสถานการณ์การค้ายางล้อรถยนต์นั่งของไทย ปี 2568 พบว่า มีมูลค่าการส่งออก 3,875.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.12%  จากปีก่อนหน้า ตลาดส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มูลค่า 1,997.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกาหลีใต้ มูลค่า 316.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และญี่ปุ่น มูลค่า 204.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยมีแนวโน้มขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง อาทิ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  ไทยยืนอยู่ใน“ตำแหน่งที่ได้เปรียบ ในอุตสาหกรรม ยางล้อรถยนต์นั่ง ทั้งในเชิงความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่แสดงถึงความสามารถในการแข่งขันของไทยในอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการนำเข้ายางล้อรถยนต์นั่ง พบว่ามีมูลค่า 262.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.86% จากปีก่อนหน้า แหล่งนำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน มูลค่า 76.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่น มูลค่า 46.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอินโดนีเซีย มูลค่า 22.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผอ.สนค. กล่าวเพิ่มเติมว่า  ความได้เปรียบดังกล่าวมีพื้นฐานจากการเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก การมีฐานการผลิตยางล้อของผู้ผลิตทั้งไทยและต่างชาติที่ตั้งโรงงานในประเทศ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการผลิตยางล้อรถยนต์นั่งของไทยในช่วงปี 2559–2568 มีอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ 69–92% แสดงถึงศักยภาพการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และชี้ว่าอุตสาหกรรมยางล้อของไทยยังคงมีพื้นที่รองรับการเติบโตตามความต้องการยางล้อรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ดี ประเทศไทยอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการส่งเสริมการเปลี่ยนรถยนต์เก่าเป็นรถยนต์ใหม่ ภายใต้มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ 2569 ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดในหลายมิติ โดยหากมีการออกแบบมาตรการอย่างเหมาะสม อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการบริโภคยางล้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในประเทศ และช่วยต่อยอดความได้เปรียบของไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมดังกล่าวในระยะต่อไป ความได้เปรียบของไทยสอดรับกับดีมานด์ยางล้อของทั้งโลก ที่กำลังเปลี่ยนไปสู่สินค้าที่มีสมรรถนะสูง เปิดโอกาสให้ไทยสามารถเพิ่มการผลิตจากยางล้อรถยนต์ทั่วไปเป็นยางล้อรถยนต์ EV ซึ่งจะทำให้ไทยรักษา/เพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางการค้า กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง แต่ทั้งนี้ไทยมี แต้มต่อสำคัญ ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความพร้อมของอุตสาหกรรม ซึ่งเอื้อต่อการต่อยอดสู่ตลาดยางล้อสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ามูลค่าสูงได้อย่างมีศักยภาพ สนค. มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายตามแนวทาง ทำตาม – ทำเพิ่ม – ทำต่าง แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนยางล้อของไทยไปสู่ยางสมรรถนะสูงที่มีมูลค่าเพิ่ม และยกระดับสู่การเป็นฐานการผลิตยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค เพื่อยกระดับการส่งเสริมการค้าเชิงคุณภาพ และรักษาตลาดหลักที่ไทยมีความได้เปรียบสูง อาทิ สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ควบคู่กับการเจาะตลาดใหม่ เช่น สหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง และอาเซียน พร้อมผลักดันการสร้างแบรนด์ของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก อ่านข่าว: เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ กกร.หั่น GDP เหลือ1.2-1.6% ชี้ขัดแย้งตะวันออกกลางไม่จบ สศช.เตือนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ GDP ไทย Q1 โต 2.8% คงทั้งปี 2%

Go to News Site