Thai PBS
วันนี้ (5 มิ.ย.2569) นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า เหตุผลที่สมาคมกุ้งไทยยื่นหนังสือต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เนื่องจากเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นข้อพิพาททางการค้าที่มีผลกระทบในวงกว้างและใหญ่เกินกว่าจะปล่อยให้เป็นเพียงการประสานงานในระดับหน่วยงานปฏิบัติ จึงจำเป็นต้องอาศัยการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซียโดยตรง เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าที่กรมประมงจะรับผิดชอบได้ หากปล่อยให้เป็นเพียงการเจรจาระดับกรม โอกาสสำเร็จมีน้อย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาระหว่าง 2 ประเทศ จึงต้องให้รัฐบาลกับรัฐบาลคุยกันโดยตรง นายเอกพจน์กล่าวว่า แม้ล่าสุดจะมีรายงานว่าฝ่ายมาเลเซียขอเลื่อนการหารือระหว่างหน่วยงานด้านประมงของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเดิมกำหนดไว้วันที่ 8 มิ.ย.นี้ออกไปโดยยังไม่มีกำหนดใหม่ แต่ความเดือดร้อนของเกษตรกรไม่สามารถรอได้ เนื่องจากทุกวันที่ผ่านไปหมายถึงปริมาณกุ้งจำนวนมากที่ไม่สามารถระบายออกจากระบบได้ตามปกติ นายกสมาคมกุ้งไทยประเมินว่า ปริมาณกุ้งที่เคยส่งผ่านตลาดมาเลเซียอาจมีมากถึงประมาณ 100 ตันต่อวัน หรือราว 3,000 ตันต่อเดือน และหากสถานการณ์ยืดเยื้อเพียง 10 วัน จะมีกุ้งส่วนเกินสะสมในระบบมากถึง 1,000 ตัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคากุ้งทั้งตลาด ไม่ใช่เฉพาะกุ้งที่เคยส่งออกไปมาเลเซียเท่านั้น 1 วัน คือ 100 ตัน 10 วัน คือ 1,000 ตัน ความเสียหายเกิดขึ้นทุกวัน และไม่ได้กระทบเฉพาะกุ้งที่เคยส่งออกไปมาเลเซีย แต่จะย้อนกลับมากดดันราคากุ้งทั้งหมดในประเทศ นายเอกพจน์ระบุว่า ปัจจุบันผลกระทบเริ่มปรากฏชัดแล้ว ทั้งในด้านราคากุ้งที่ปรับตัวลดลง การชะลอรับซื้อผลผลิต และการที่ห้องเย็นหลายแห่งไม่มีคำสั่งซื้อจากตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ทำให้ไม่สามารถรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่เกษตรกรยังต้องแบกรับต้นทุนค่าอาหารกุ้ง ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายในการดูแลบ่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง สำหรับสาเหตุของข้อพิพาทดังกล่าว นายเอกพจน์กล่าวว่า ฝ่ายมาเลเซียมีความกังวลต่อมาตรการตรวจสอบปลากะพงนำเข้าของไทย โดยเฉพาะการตรวจวิเคราะห์สารตกค้างที่ใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน ทำให้สินค้าตกค้างอยู่ที่ด่านตรวจเป็นเวลานาน จนถูกมองว่าเป็นอุปสรรคทางการค้า แม้ไทยจะมีเหตุผลด้านความปลอดภัยอาหารและเคยตรวจพบสารตกค้างในปลากะพงนำเข้าจากมาเลเซียจริงก็ตาม อย่างไรก็ตาม นายเอกพจน์ยืนยันว่า ไทยจำเป็นต้องรักษามาตรฐานความปลอดภัยอาหารและการตรวจสอบสารตกค้างไว้ แต่ทั้ง 2 ฝ่าย ควรนำประเด็นที่ยังมีความกังวลมาหารือร่วมกันบนโต๊ะเจรจา เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคและการอำนวยความสะดวกทางการค้า ทั้งนี้ แม้กระทรวงพาณิชย์จะออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการกุ้งไทยรวม 13 มาตรการ พร้อมตั้งเป้าดูดซับผลผลิตกุ้งไม่น้อยกว่า 400 ตันต่อเดือน ผ่านการหาตลาดส่งออกใหม่ การเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศ และการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภค แต่สมาคมกุ้งไทยเห็นว่า ยังต่ำกว่าปริมาณกุ้งที่ได้รับผลกระทบซึ่งอาจสูงถึงประมาณ 3,000 ตันต่อเดือน จึงไม่สามารถทดแทนตลาดส่งออกได้ทั้งหมด มาตรการช่วยเหลือเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ใช่คำตอบของปัญหาทั้งหมด สิ่งที่จำเป็นที่สุดในเวลานี้คือการเร่งเจรจาและหาข้อยุติร่วมกันโดยเร็ว เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสียหายจะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหรือชาวประมง แต่จะลุกลามไปทั้งระบบอุตสาหกรรมกุ้งไทย อ่านข่าว ผู้เลี้ยงกุ้ง 20 จังหวัดบุกกรมประมง วอนคุยมาเลเซียปลดล็อก-ชดเชย 20 บาท/กก. พณ.เร่งช่วยเกษตรกรกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ผุด 13 มาตรการช่วยดูดซับ 400 ตัน/เดือน เกษตรกรเร่งจับกุ้งขาย หลังราคาตกต่ำต่อเนื่อง หอการค้าไทยฯ ชงรัฐ ยกระดับกุ้งไทย หวังฟื้นอุตสาหกรรมกุ้ง
Go to News Site