Thai PBS
"ระบอบสีน้ำเงิน" วาทกรรมของ "ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" ผู้นำฝ่ายค้านพรรคประชาชน ที่ได้หยิบยกขึ้นมาใช้วิพากษ์วิจารณ์เครือข่ายอำนาจพรรคภูมิใจไทย โดยอ้างอิงถึงอิทธิพลของพรรคที่ขยายตัวครอบคลุมทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ (เช่น สว.) และองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นกลไกของรัฐ อันเป็นผลพวงมาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเฉพาะหลังจาก ป.ป.ช. วินิจฉัยยกคำร้อง คดีที่ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ถูกกล่าวหาว่า "ซุกหุ้น" (การถือครองหุ้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชัน ผ่านลูกจ้าง ซึ่งผลการตัดสินของ ป.ป.ช. สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ทั้งที่คำวินิจฉัยของศาลย่อมผูกพันทุกองค์กร ซึ่งต้องจับตาดูว่า ปลายทางจะเป็นอย่างไร เนื่องจากปัจจุบันก็มีผู้ไปร้องเอาผิดต่อ ป.ป.ช.แล้ว ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มองย้อนกลับไปในยุครัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอรัปชันที่ดิน การใช้อำนาจผิดปกติ การบิดเบือนรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระจัดกระจายหากฝ่ายค้านต้องการพูดให้กับประชาชนให้เข้าใจ ดังนั้นจึงใช้คำครอบแกนหลักเพื่อสื่อความหมายของการกระทำที่ต้องการควบรวมอำนาจทั้งหมดไว้ว่า “ระบอบทักษิณ” หรือแม้แต่รัฐบาลของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ขึ้นมาบริหารประเทศหลังการรัฐประหาร แน่นอนว่าการใช้คำว่ารัฐประหาร เป็นคำที่ประชาชนเข้าถึงยากเกินไป แต่เมื่อใช้คำว่า “ระบอบประยุทธ์” สื่อสารได้ง่ายกว่า “ระบอบน้ำเงิน” วาทกรรมหลอน ขย่ม “ภูมิใจไทย” เลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชนในปัจจุบัน ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด 151 ที่นั่ง แต่การเลือกตั้งในปี 2569 ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพียง 120 ที่นั่ง ซึ่งห่างจากพรรคภูมิใจไทยที่ได้อันดับหนึ่งที่ได้ 192 ที่นั่ง แพ้ไปถึง 72 ที่นั่ง ส่วนการจะพลิกกลับมารัฐบาลในสมัยต่อไป จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก การต่อสู้ทางการเมืองจึงต้องเริ่มด้วยการบั่นทอน เซาะกร่อนความแข็งแกร่งบนจุดอ่อนของรัฐบาล “ถ้าจะบอกว่าพรรคสีน้ำเงิน บิดเบือนข้อเท็จจริงกรณีของนายศักดิ์สยาม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากองค์กรอิสระหากจะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ ต้องสร้างคำครอบการกระทำที่เกิดขึ้น ด้วยวาทกรรมระบอบสีน้ำเงิน ที่ออกมาจากหัวหน้าพรรคประชาชน ต้องการจะมัดรวมทั้งหมดสิ่งที่คิดว่าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำกำลังต้องการจะปกครองบางสิ่งบางอย่างในประเทศนี้แบบเบ็ดเสร็จ” สอดคล้องกับการพูดในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันครบรอบรัฐประหาร (22 พฤษภาคม 2557) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่พรรคประชาชนได้มีการวางแผนมาแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้คนจำได้ตั้งแต่ ระบอบทักษิณ, ระบอบประยุทธ์ และมาจนถึงระบอบสีน้ำเงิน “ระบอบภูมิใจไทย” ควบรวมอำนาจเบ็ดเสร็จ ? ผศ.ดร.เชษฐา อธิบายว่า คำว่า “ระบอบ” ประกอบไปด้วยโครงสร้างอำนาจ ปัจจุบันพรรคสีน้ำเงินเป็นผู้คุมอำนาจ ครอบคลุมไปถึงโครงสร้างกฎหมาย ซึ่งเป็นกลไกเอื้อประโยชน์ให้ผู้คุมอำนาจสามารถเข้าไปแทรกแซงอย่างง่ายดาย โดยเฉพาะองค์กรอิสระ เพื่อรักษาและครองอำนาจให้สามารถอยู่ได้ในยุคสมัยของตัวเองได้นานที่สุด รัฐธรรมนูญเมื่อตอนปลายปีที่แล้ว ขณะนั้นร่างของพรรคประชาชนได้ผ่านวาระแรก แต่เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ปรากฏว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล ก็ไม่ยอมยืนยันร่างเดิมของพรรคประชาชนในสภาฯ เพื่อพิจารณาต่อ แต่พรรคภูมิใจไทยกลับชงร่างของตัวเอง ซึ่งเท่ากับ หากแก้ไขกติกาของประเทศได้ ระบอบสีน้ำเงินก็จะได้อยู่ยาวอีกระยะหนึ่ง “ระบอบสีน้ำเงิน” จึงเป็นการสื่อสารที่พรรคประชาชนมองว่าเข้าองค์ประกอบหลักในการควบรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ …ย้อนกลับไปในปี 2562 พรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของพรรคประชาชน โดยมี “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นแกนนำในการต่อสู้กับ “ระบอบประยุทธ์” สร้างปรากฏการณ์คว้าคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง 80 ที่นั่ง จนกลายเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศในขณะนั้น ต่อมาในปี 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 10 ปี แต่ก็ได้มีการจัดตั้งพรรคขึ้นใหม่ คือ “พรรคก้าวไกล” มี “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นหัวหน้าพรรค และแกนนำที่เรียกกระแสความนิยมอย่างต่อเนื่อง จนทำให้การเลือกตั้งในปี 2566 ได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง ปัจจุบันพรรคประชาชนจึงต้องการจะฟื้นภาพลักษณ์กลับมาอีกครั้ง เตรียมตัวสู่การเลือกตั้งในครั้งหน้า เนื่องจากการเลือกตั้งปี 2569 คะแนนนิยมหายไปกว่า 30% โดยเฉพาะส้มฮาร์ดคอร์จำนวนหนึ่งที่หันหลังในกับพรรคส้มหลังจากยกมือสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2568 “ดังนั้นพรรคประชาชน จึงต้องใช้ยาแรงของวาทกรรมเพื่อฟื้นภาพลักษณ์ และดึงฐานผู้สนับสนุนให้กลับมา” ต่อสู้การเมือง “วนลูป” วกกลับที่เดิม ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า การต่อสู้ทางการเมืองโดยการสร้างวาทกรรม ขั้นแรกคนจะสับสนว่าเป็นการแสดงในเชิงอัตลักษณ์ทางประชาธิปไตยภายใต้การปกครองระบบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของสิทธิ์จริงหรือไม่?... หรือเป็นประชาธิไตยในแบบเผด็จการ? ซึ่งในเชิงของความชัดเจนการเป็นประชาธิปไตยก็จะถูกเรียกได้ว่าเซาะกร่อน บ่อนทำลาย ในแบบหนึ่งเหมือนกัน ขั้นที่สอง ระดับต่อสู้จะวนลูปเหมือนกับที่เคยเป็นมาตลอด 20 กว่าปี เพื่อตอบโต้ให้ได้มาซึ่งชัยชนะเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง นำมาสู่การต่อสู้ที่หนักหน่วง โดยไม่สามารถคาดเดาพัฒนาการการต่อสู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในยุคของทักษิณ พัฒนาการคือประท้วงลงถนน สมัยของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นการชุมนุมในลักษณะแฟลชม็อบ จะทำให้เกิดพัฒนาการที่ไม่พึงประสงค์ต่อความเป็นประชา ธิปไตย เมื่อก่อนประเทศไทยจะใช้เป็นคำว่า “รัฐซ้อนรัฐ” ในปัจจุบันอาจเรียกได้ว่า “ระบอบซ้อนระบอบ” อ่านข่าว “บาทอ่อน” ซื้อขายสัปดาห์นี้32.50-33.10 สวนทางดอลลาร์แข็งค่า หลังจ้างงานสหรัฐฯแกร่ง เปิดสาเหตุ "แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์" แผ่นเปลือกโลกทะเล มุดลงใต้แผ่นยูเรเซีย เริ่มรอบบิล มิ.ย.69 ค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท
Go to News Site