Thai PBS
รายงานสถาบันวิจัยสันติภาพออสโลชี้ ปี 2025 โลกมีความขัดแย้งรุนแรงสูงสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 พบความขัดแย้งที่มีรัฐเกี่ยวข้อง 65 กรณี ใน 35 ประเทศ และสงครามระหว่างรัฐเพิ่มเป็น 8 สงคราม สูงสุดในรอบ 80 ปี ตะวันออกกลางยังเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน อิสราเอล-เลบานอน และสงครามในกาซา ช่วงปี 2021-2025 มีผู้เสียชีวิตจากสงครามกว่า 930,000 คน ใกล้เคียงกับยอดเสียชีวิตตลอด 20 ปีก่อนหน้า ผู้เชี่ยวชาญกังวลโลกกำลังเผชิญความตึงเครียดจากการแบ่งขั้วอำนาจ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายที่แข็งกร้าวมากขึ้น สถาบันวิจัยสันติภาพออสโล (Peace Research Institute Oslo หรือ PRIO) ประเทศนอร์เวย์ ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์แนวโน้มความขัดแย้งของโลกฉบับล่าสุด ซึ่งระบุข้อมูลทางสถิติที่น่ากังวลว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลกมีจำนวนพุ่งสูงขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา โดยความขัดแย้งดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะทวีความร้อนแรงและขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ทั้งในแง่ของจำนวนกรณีและระดับความรุนแรงของการสู้รบ สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ความมั่นคงในระดับสากลกำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤต หนึ่งในสถานการณ์เด่นชัดคือ ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้เผยแพร่ภาพการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพของสหรัฐอเมริกาในประเทศจอร์แดน พร้อมด้วยเป้าหมายอื่น ๆ อีก 21 แห่งริมอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบโต้กรณีที่กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายของอิหร่านเกือบ 20 จุดใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ การปะทะกันในครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันเริ่มทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อเดือน เม.ย. โดยทางด้าน ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุว่ามีความจำเป็นต้องใช้มาตรการทางทหารตอบโต้อิหร่าน จากเหตุการณ์ที่เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพสหรัฐฯ ถูกโจมตีจนตกใกล้กับบริเวณชายฝั่งประเทศโอมาน ซึ่งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ในปัจจุบัน ถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนภาพรวมของโลกได้เป็นอย่างดี เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของรายงานจากสถาบันวิจัยในนอร์เวย์ พบว่าในปี 2025 ที่ผ่านมา มีกรณีความขัดแย้งรุนแรงที่มีรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงสูงถึง 65 กรณี ใน 35 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นตัวเลขสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเริ่มบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบในปี 1946 หรือนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ รายงานยังชี้เห็นถึงแนวโน้มที่เป็นอุปสรรคต่อสันติภาพโลก นั่นคือการสู้รบในลักษณะระหว่างรัฐต่อรัฐ (State-based conflicts) ที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 4 สงครามในปี 2024 ขึ้นมาเป็น 8 สงครามในปี 2025 ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบ 80 ปี โดยสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ข้อพิพาทเรื่องเส้นพรมแดน ซึ่งมีกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา, อินเดีย-ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน การสู้รบที่เริ่มต้นจากการรุกรานอธิปไตย เช่น สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงไร้ทางออกแม้จะดำเนินมานานกว่า 4 ปี รวมถึงเหตุการณ์ที่อิสราเอลบุกโจมตีซีเรียเมื่อปีที่ผ่านมา ความตึงเครียดที่ลุกลามจนภูมิภาคตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ ทั้งสงคราม 12 วันในอิหร่าน และการทำศึกกับกลุ่มฮูตีในประเทศเยเมน ปัจจุบัน สถานการณ์สู้รบดังกล่าวยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวรบประเทศเลบานอน ซึ่งเมืองไทร์ (Tyre) ได้กลายเป็นสมรภูมิเดือดหลังจากกองทัพอิสราเอลออกคำสั่งให้มีการอพยพพลเรือนทั้งเมือง พร้อมเดินหน้าโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดินอย่างหนักหน่วงในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน แม้จะมีความพยายามบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวก็ตาม ทั้งนี้ มีรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนแล้วมากกว่า 3,400 คน นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการตอบโต้กลุ่มเฮซบอลลาห์เมื่อวันที่ 2 มี.ค. สถานการณ์ในจุดนี้ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงสูงมากที่ภูมิภาคตะวันออกกลางจะถูกลากกลับเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบอีกครั้ง ภาพความรุนแรงเหล่านี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า โลกในปี 2026 คงไม่สามารถคาดหวังถึงสันติภาพได้มากนัก ยิ่งไปกว่านั้น การที่สงครามระหว่างรัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระเบียบความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเติบโตของแนวคิดเน้นการป้องกันตนเองและการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงก้าวร้าว ในส่วนของตัวชี้วัดความรุนแรงผ่านยอดความสูญเสีย รายงานระบุว่าเฉพาะในปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากการสู้รบประมาณ 245,000 คน ทว่าจุดที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่สังคมโลกคือ สถิติผู้เสียชีวิตรวมจากการสู้รบในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ระหว่างปี 2021 - 2025) มีจำนวนสูงเกินกว่า 930,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับจำนวนผู้เสียชีวิตจากสงครามรวมกันตลอดยาวนานถึง 20 ปี (ระหว่างปี 2001 - 2020) สถิติดังกล่าวบ่งชี้ว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคสงครามเย็น โดยมีสงครามขนาดใหญ่เกิดขึ้นถึง 3 สมรภูมิ ได้แก่ การสู้รบในภูมิภาคทิเกรย์ ระหว่างกองทัพเอธิโอเปียกับกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่น ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 280,000 คน ในช่วงปี 2021 - 2022 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งถือเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1989 สงครามในฉนวนกาซาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางในปัจจุบัน ทั้งนี้ ตัวเลขผู้เสียชีวิตในรายงานฉบับนี้เป็นการคำนวณเฉพาะผู้ที่เสียชีวิตโดยตรงจากภัยสงครามในสมรภูมิเท่านั้น ยังไม่ได้นับรวมผลกระทบต่อเนื่องทางอ้อม เช่น วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม ความอดอยากแร้นแค้น และโรคระบาด ซึ่งเป็นผลกระทบที่ไม่ยอมยุติลงแม้สงครามจะสิ้นสุดแล้วก็ตาม เมื่อแยกแยะตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ พบว่าทวีปแอฟริกาเป็นภูมิภาคที่เผชิญกับความขัดแย้งรุนแรงมากที่สุดในโลก รองลงมาคือ เอเชีย ตะวันออกกลาง อเมริกา และยุโรป ตามลำดับ โดยในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา โลกต้องตกอยู่ในวงจรความขัดแย้งระดับรุนแรงมากกว่า 50 กรณีต่อเนื่องกันทุกปี ซึ่งมีทั้งการต่อสู้ระหว่างรัฐกับกลุ่มติดอาวุธ และการทำศึกระหว่างรัฐกับรัฐ โดยที่กลุ่มพลเรือนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวลในหลายเหตุการณ์ ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่าประเทศอิสราเอลได้กลายเป็นประเทศที่มีบทบาทก้าวร้าวที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน เนื่องจากเข้าไปมีส่วนพัวพันกับสงครามหลายรูปแบบพร้อมกัน ทั้งในฉนวนกาซา ซีเรีย เลบานอน รวมถึงการทำศึกโดยตรงกับอิหร่านและกลุ่มฮูตีในเยเมน ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า การกลับเข้าสู่อำนาจของ ปธน.ทรัมป์ อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยเร่งที่ทำให้ความรุนแรงทั่วโลกขยายตัว ควบคู่ไปกับการนำนโยบายกีดกันทางการค้ามาใช้ ซึ่งส่งผลขัดขวางความร่วมมือระหว่างประเทศ และสร้างบรรยากาศแห่งความตึงเครียดในโลกที่กำลังเกิดการแบ่งขั้วอำนาจอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อ่านข่าวอื่น : "บุณยสิทธิ์" หนุนไทยช่วยไทยพลัส ชี้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โรงงานปลาป่น รับซื้อปลาหมอคางดำ ตั้งเป้า 1 ล้าน กก. ลดการระบาด คนไทยลุ้นจนนาทีสุดท้าย ยังหวังได้ดูฟรี "ฟุตบอลโลก"
Go to News Site