Thai PBS
แต่คอฟุตบอลเมืองไทย รวมทั้งประชาชนคนไทยไม่น้อยที่ตั้งตารอคอย และหวังว่า จะสามารถได้ชมถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้ แม้กำลังจะเริ่มเตะนัดแรก เช้าวันที่ 12 มิ.ย. ตามเวลาในไทย ก่อนหน้านี้ นายโสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าที่บริหาร เจเอเอส ระบุว่า บริษัทได้เจรจาต่อรองค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกกับฟีฟ่า แต่ฟีฟ่ายังยืนกรานราคาที่ 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,300 ล้านบาท แต่เจเอเอสเห็นว่าสูงไป อยากได้ราคาเท่ากับเวียดนามจ่าย ที่ 15 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 500 ล้านบาท แต่หากไม่ได้ ก็ต้องถอย ขณะที่เมื่อวันอังคาร (9 มิ.ย.) มีกระแสข่าวอ้างอิงคนวงใน รวมทั้งกูรูด้านฟุตบอลหลายคนว่า เจเอเอสปิดดีลลิขสิทธิ์กับฟีฟ่าได้แล้ว และขานรับด้วยราคาหุ้นในตลาดของเจเอเอสที่ดีดรับกับกระแสข่าวนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ มีข่าวจากวงในว่า ผู้บริหารของเจเอเอส และ โมโนแม็กซ์ (MONO) ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกัน ได้ติดต่อเจรจากับฟีฟ่าซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 โดยเสนอราคา หรือบิดดิ้งสู้ ราคาที่ใกล้เคียงกับเวียดนามที่ได้ในราคา 15 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเชิงธุรกิจจึงถือเป็นช่วงเวลาวัดใจ เพราะเจ้าของลิขสิทธิ์ คือ ฟีฟ่า เพื่อหวังจะได้ราคาสูงที่สุด เพราะรู้ว่าตลาดผู้บริโภคกีฬาฟุตบอลประเทศไทยมีจำนวนมาก นอกจากนี้ ไทยยังซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้เสนอ ก็เชื่อว่า ยิ่งใกล้ถึงวันแข่งขัน ฟีฟ่าก็คงต้องยอมลดราคาลง ดีกว่าจะวืด ไม่ได้อะไร จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยยังต้องลุ้นได้ตลอด หลังจากก่อนหน้านี้ มีกูรูทางการเมืองฟันธงไว้ล่วงหน้าว่าคนไทยได้ดูฟุตบอลโลกฟรีแน่ๆ เพราะเป็นเรื่องที่มีผลทางการเมือง และคะแนนนิยมการเมือง ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานงานร่วมกับ กสทช. ดำเนินการเรื่องนี้ ท่ามกลางกระแสข่าว ค่าลิขสิทธิ์ที่ฟีฟ่าเรียกจากไทย สูงประมาณ 1,700 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ภาษีและค่าดำเนินการ ค่าธรรมเนียมเอเยนซี และค่าบริหารจัดการสัญญาณนั้น ฟีฟ่ายืนยันราคาเดิม และไม่ยอมให้แบ่งเป็นแพ็กเกจย่อย ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์แสดงจุดยืนรัฐบาลเรื่องนี้เมื่อกลาง พ.ค.2569 ว่าจะพยายามให้ดีที่สุดเพื่อหาช่องทางซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกให้ได้ แต่จะไม่ใช้งบประมาณของแผ่นดิน แต่จะประสานงานและช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่แสดงเจตจำนงซื้อลิขสิทธิ์ ด้านหนึ่ง อาจเพราะตระหนักดีว่า สถานะทางการเงินของประเทศอยู่ในช่วงที่ไม่พร้อม จากผลกระทบในตะวันออกกลาง กระทั่งรัฐบาลต้องหาทางออก โดยผลักดัน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับกฎมัสแฮฟ (Must Have) 7 รายการที่ต้องให้ประชาชนได้ชมฟรี กสทช. ได้ประกาศยกเลิกรายการฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เมื่อกลาง พ.ค.2568 ไปแล้ว ส่งผลให้ไม่ต้องมีในผังรายการต้องถ่ายทอดสดผ่านช่องฟรีทีวีอีกต่อไป จึงเป็นช่องทางและเหตุผลที่รัฐบาล สามารถนำใช้ประกอบการอธิบายถึงเหตุผลที่รัฐบาลไม่อาจสนองตอบความต้องการของคนไทยส่วนหนึ่งที่ต้องการชมสดฟุตบอลโลกแบบฟรีได้ แต่ต้องยอมรับในทางการเมือง ที่อาจต้องนำไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดก่อน ๆ ที่สามารถซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกให้คนไทยได้ชมฟรีได้ นอกจากนี้ ยังรวมทั้งอาจต้องถูกวิจารณ์เปรียบเทียบกับ 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน ที่ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกได้ถ้วนหน้า รวมทั้ง สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา หรือแม้แต่ติมอร์-เลสเต ขณะที่ฟุตบอลโลกครั้งหลังสุด 2022 ที่ประเทศกาตาร์เมื่อ 4 ปีก่อน มีธุรกิจใหญ่เอกชนไทยถึง 8 แห่ง ร่วมลงขันเงินรวมกว่า 700 ล้านบาท สนับสนุนและเป็นสปอนเซอร์ให้ด้วย และการเจรจาทำสัญญาเสร็จสิ้นก่อนเปิดการแข่งขันแค่ 3 วัน แต่ครั้งนี้ อาจทำลายประวัติศาสตร์ เพราะเหลือเวลาอีกเพียงประมาณวันเดียว ก่อนพิธีเปิดและการแข่งขันคู่แรกจะเริ่มขึ้น ในเช้าวันที่ 12 มิ.ย. ตามเวลาประเทศไทย ภายใต้เงื่อนไข หาก เจเอเอส เจรจาปิดดีลได้สำเร็จ วิเคราะห์ : ประจักษ์ มะวงศ์สา บรรณาธิการอาวุโส อ่านข่าว : "ลุงแหวง" ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน หรือหวังเป้าแช่แข็งฮั้ว สว.แต่พลิกเกม ทาง 3 แพร่ง "ทักษิณ" ชี้ชะตา "เพื่อไทย-ดร.เชน" ประจักษ์วิเคราะห์ : ชิงผู้ว่าฯกรุงเทพ-ส.ก. กลยุทธ์หวังไกลของค่ายส้ม
Go to News Site