Thai PBS
วันนี้ (10 มิ.ย.2569) นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยถึงมาตรการโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ของรัฐบาลว่า มีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามและความขัดแย้งในหลายภูมิภาค แต่หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ควบคู่กันไป นายบุณยสิทธิ์ กล่าวว่า มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างความคึกคักให้กับเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น ขณะที่การสร้างการเติบโตในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนที่ก่อให้เกิดการจ้างงานและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ไทยช่วยไทย พลัส เป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่เป็นผลในระยะสั้น สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องมองไปข้างหน้าอีก 5-10 ปี ว่าจะสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยอย่างไร พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ ทั้งโครงการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง โครงการแลนด์บริดจ์ และระบบเชื่อมโยงการขนส่งในภูมิภาค เนื่องจากจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนได้มากกว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังมองว่าประเทศไทยควรเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอีคอมเมิร์ซ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ อนาคตการแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องต้นทุนอีกต่อไป แต่อยู่ที่เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ซึ่งภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวให้ทันโลก สำหรับการทำงานของรัฐบาล นายบุณยสิทธิ์ ให้คะแนนด้านเศรษฐกิจมากกว่า 6 คะแนนจาก 10 คะแนน โดยมองว่ารัฐบาลปัจจุบันมีผลงานไม่ด้อยกว่ารัฐบาลชุดก่อน สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับมา อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยเปรียบเปรยว่า จากเดิมที่เศรษฐกิจไทยเป็น "รถสามล้อมีเครื่องยนต์" วันนี้กลับกลายเป็น "สามล้อที่ต้องใช้คนถีบ" สะท้อนให้เห็นว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ปีที่แล้วเศรษฐกิจเหมือนรถสามล้อที่ยังมีเครื่องยนต์ช่วยขับเคลื่อน แต่ปีนี้กลายเป็นสามล้อที่ต้องใช้คนถีบ ซึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจเดินหน้า นายบุณยสิทธิ์ ยังกล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตช้ากว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากขนาดเศรษฐกิจของไทยที่มีฐานใหญ่กว่า จึงทำให้อัตราการเติบโตในเชิงเปอร์เซ็นต์ดูต่ำกว่า ขณะที่ภาพรวมยังถือว่ามีศักยภาพและเสถียรภาพมากกว่าหลายประเทศ พร้อมกันนี้ มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกอาจกลายเป็นโอกาสของประเทศไทย เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียและอาเซียนมากขึ้น ซึ่งไทยยังคงเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การคมนาคม และการลงทุนของภูมิภาค ในส่วนของค่าเงินบาท ระบุว่าเงินบาทที่แข็งค่าอยู่ในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและภาคเกษตรกรรม ทำให้สินค้าไทยแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ยากขึ้น ขณะที่หลายประเทศใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและการส่งออก อ่านข่าว : "ไทยช่วยไทยพลัส" ร้านร่วมโครงการยอดพุ่งเท่าตัว สวนทางร้านนอกเกณฑ์ยอดวูบ 50% ร้านอาหารยอดขายร่วง 20-30% วอนรัฐปรับเงื่อนไขไทยช่วยไทยพลัส เปิดสมัคร "ไทยช่วยไทยพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี" 10 มิ.ย. ร้านค้าเลือกได้ 1 แพลตฟอร์ม
Go to News Site